อาชีพทนายความ อัยการกับศิลปะการพูดที่ชี้เป็นชี้ตายคนได้

อาชีพทนายความ อัยการกับศิลปะการพูดที่ชี้เป็นชี้ตายคนได้

อาชีพทนายความ อัยการกับศิลปะการพูดที่ชี้เป็นชี้ตายคนได้ เพื่อเปลี่ยนถูกเป็นผิดเปลี่ยนผิดเป็นถูก พูดเพื่อให้ลูกความชนะคดี ให้พ้นผิด หรือให้ได้การรับลงโทษที่น้อยที่สุด

ทั้งสองอาชีพนี้เป็นอาชีพที่นอกจากจะต้องใช้ความรู้ทางกฎหมายฟาดฟันกันแล้ว ยังต้องใช้ทักษะ ศิลปะในการพูดเพื่อเชือดเฉือนกันอีกด้วย ถ้านึกภาพไม่ออกให้นึกถึงการโต้วาที แต่การใช้วาทศิลป์ วาทกรรม ศิลปะการพูดในชั้นศาลนั้นจะต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมาย การเอาตัวรอด การหาพยานหลักฐาน การสืบพยานมาสู้กันอย่างหมัดต่อหมัด

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับสองอาชีพนี้กันก่อน

อาชีพทนายความ คือ อาชีพที่รับว่าความ แก้ต่างคดีให้กับประชาชนคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา มีหน้าที่ตั้งแต่เขียนคำฟ้อง คำร้อง คำขอ คำแถลงต่อศาล สืบหาพยานหลักฐาน ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ประชาชน ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ไปจนถึงว่าความในชั้นศาล

ซึ่งค่าจ้างจะแตกต่างกันไปตามความเก่ง ความมีชื่อเสียง ประสบการณ์และค่าใช้จ่ายในการเดินทางของทนายแต่ละคน โดยผู้ที่ประกอบอาชีพทนายความได้นั้นต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต และต้องมีใบอนุญาตว่าความจึงจะสามารถประกอบอาชีพทนายความ และรับว่าความได้ 

อาชีพอัยการ หรือ พนักงานอัยการ คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นข้าราชการ มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานที่ได้จากพนักงานสอบสวนเพื่อร่างคำฟ้องยื่นต่อศาล รวมถึงว่าความให้โจทก์หรือผู้เสียหายในคดีที่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน คดีที่เป็นการพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานเอกชน

หรือคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน เสรีภาพ อัยการจะทำหน้าที่คล้ายกับทนายความ แต่ต่างกันที่อัยการไม่สามารถรับว่าความได้อย่างอิสระ เพราะอัยการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องแก้ต่าง ว่าความให้แก่หน่วยงานของรัฐ หรือประชาชนที่เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาเท่านั้น โดยผู้ที่จะเป็นอัยการได้จะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต และสำเร็จการศึกษาเนติบัณฑิต และต้องเป็นผู้ที่สอบผ่านได้เข้าบรรจุเป็นพนักงานอัยการ

แล้วทั้งสองอาชีพนี้ต้องใช้ศิลปะการพูดอย่างไร?

ในการยื่นฟ้องต่อศาลเป็นคดีความนั้น ศาลจะต้องมีการนัดสืบพยาน ซึ่งในการสืบพยานนี้เอง ทนายความหรืออัยการจะต้องใช้ความรู้ความสามารถ ไหวพริบ ทักษะ และศิลปะในการพูดเพื่อให้ลูกความของตนชนะคดีหรือพ้นผิด จะใช้การพูดเพื่อเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับพยานฝ่ายตนเอง และก็ใช้การพูดเพื่อทำลายความน่าเชื่อของพยานฝ่ายตรงข้าม

เรียกได้ว่าเป็นการปะทะกันด้วยวาจาที่มีหลักการ มีเหตุผล มีกฎหมายและหลักฐานประกอบ ที่สำคัญจะต้องใช้ภาษาที่พยานเข้าใจได้ ใช้ภาษากฎหมายที่ถูกต้องและสละสลวยกับศาล และทนายความหรืออัยการฝ่ายตรงข้าม การสืบพยานเหมือนการโต้วาทีกันอย่างหนึ่ง นอกจากต้องใช้ทักษะกระบวนความคิด ความรู้และชั้นเชิงทางกฎหมายแล้ว

การมีศิลปะในการพูดไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อม โน้มนาว หรือทำลายความน่าเชื่อถือล้วนเป็นศิลปะการพูดที่ทั้งสองอาชีพต้องมี และศิลปะการพูดเหล่านี้เป็นตัววัดความสามารถ และวัดความเป็นความตายของชีวิตลูกความที่ฝากไว้กับทนายความและอัยการด้วย ศิลปะการพูดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อทั้งสองอาชีพ การสะสมประสบการณ์ความรู้ ความสามารถในด้านนี้ต้องมีมากพอสมควรไม่ต่างจากความรู้ในเรื่องกฎหมาย ยิ่งทนายความ อัยการมีศิลปะการพูดมากเท่าไรยิ่งเป็นผลดีต่อการทำงานและต่อตัวลูกความด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  sa gaming บาคาร่า