เดือน: มิถุนายน 2023

ประเพณีที่จัดงานในช่วงวันออกพรรษาของจังหวัดในเขตภาคเหนือ 

          สำหรับวันออกพรรษานั้นเป็นวันที่มีความสำคัญเกี่ยวพันกับทางด้านพระพุทธศาสนาซึ่งในวันดังกล่าวนั้นผู้คนเป็นจำนวนมากก็จะพากันไปทำบุญไหว้พระเพื่อส่งเสริมบารมีให้กับตนเอง

    ประเพณีที่จัดงานในช่วงวันออกพรรษา โดยเทศกาลวันออกพรรษานั้นเป็นเทศกาลที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีเนื่องจากว่าเป็นวันที่ทางพระสงฆ์ได้มีการสิ้นสุดการจำพรรษาอยู่ที่วัดซึ่งโดยปกติแล้วในช่วงจำพรรษานั้นพระสงฆ์จะต้องจำพรรษาอยู่วัดเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนดังนั้นหลังจากสิ้นสุดของการจำพรรษาแล้วจึงได้มีการจัดเทศกาลวันออกพรรษาขึ้นมา 

           อย่างไรก็ตามในช่วงวันเทศกาลวันออกพรรษานั้นนอกจากจะมีการทำบุญไหว้พระแล้วบ้างจังหวัดยังมีประเพณีต่างๆเกิดขึ้นซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำจังหวัดในเขตภาคเหนือประมาณ 2 จังหวัดด้วยกันที่มีการจัดประเพณีตรงกับช่วงวันออกพรรษาโดยจังหวัดที่เราจะแนะนำก็คือจังหวัดลำพูนกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั่นเองมาดูกันว่าสองจังหวัดนี้มีประเพณีอะไรที่น่าสนใจและน่าไปเที่ยวบ้าง 

        สำหรับที่จังหวัดลำพูนนั้นจะมีการจัดประเพณีเป็นประจำทุกปีซึ่งประเพณีดังกล่าวมีชื่อว่าสลากย้อมเมืองลำพูนโดยประเพณีนี้จะมีการจัดขึ้นในช่วงใกล้วันออกพรรษาโดยจะมีการจัดขึ้นที่วัดพระธาตุหิริภุญชัยวรมหาวิหารซึ่งวัดดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นวัดดังและเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูนเลยก็ว่าได้โดยการจัดงานนั้นจะมีการประกวดสลากย้อม

          นอกจากนี้ยังมีการแห่ต้นสลากย้อมไปบนถนนต่างๆเรียกได้ว่าเป็นการจัดขบวนซึ่งจะมีตั้งแต่ถนนอินทยงยศไปจนถึงวัดพระธาตุหิริภุญชัยเลยทีเดียว    อย่างไรก็ตามในงานประเพณีสลากย้อมนั้นจะมีการประกวดต้นสลากย้อมซึ่งจะมีการกำหนดเงื่อนไขว่าจะมีต้นที่สูงได้ไม่เกิน 15 เมตรและไม่ต่ำกว่า 12 เมตรและต้องมีการออกแบบให้เกิดความสวยงาม

        โดยประเพณีนี้มีความเชื่อว่าหากมีการสร้างสำหรับย้อมทำให้เกิดความวิจิตรบรรจงและมีความงดงามก็จะทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเนื่องจากว่าต้นสลากย้อมนั้นมีความเกี่ยวพัน  สล็อต ufabet เว็บตรง    ทางเรื่องของศาสนาพุทธด้วยเช่นเดียวกันโดยหลังจากที่มีการประกวดเสร็จเรียบร้อยแล้วชาวบ้านก็จะมีการนำต้นสลากย้อมถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ 

           สำหรับที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นจะมีการจัดพิธีออกว่าซึ่งวิธีนี้ก็มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเช่นเดียวกันซึ่งส่วนใหญ่ประเพณีนี้ก็จะมีการเชิญพระสงฆ์และสามเณรมากถึง 200 รูปมาให้ชาวบ้านได้มีการตักบาตรโดยประสงค์ก็จะยืนอยู่ตามถนนหนทางต่างๆนอกจากนี้ก็ยังมีการจัดกิจกรรมถนนคนเดินและมีของมาวางขายมีการแสดงต่างๆเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดดังนั้นหากใครที่ชื่นชอบงานรื่นเริงก็ไม่ควรที่จะพลาดแวะไปร่วมกิจกรรมประเพณีออกหว่าที่แม่ฮ่องสอนกัน 

สถาปนาประถมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง

ในปีคริสต์ศักราช1355หลิวฟูตงได้ยึดเมืองได้จึงได้ทำการสถาปนาหันหลินเอ๋ยขึ้นเป็นเสี้ยนหมิงหวางในปีเดียวกันนั้นซุนตี้จักรพรรดิมองโกลก็ได้อาศัยความร่วมมือจากชาวฮั่นที่ร่ำรวยทั้งหลายโดยประกาศว่าใครก็ตามที่สามารถระดมกำลังคนเพื่อปราบกบฏได้ถึง5,000คนจะแต่งตั้งให้เป็นหวานฟู

แต่ถ้ามีกำลังถึง1,000คนหรือ100คนให้มียศเป็นเฉียนฮูและตามลำดับก่อกำลังปราบบกบฏดังกล่าวของเจ้าที่ดินมีขุนนางมองโกลกับชาวฮั่นจากเหอหนานเช่นกันเปป็นผู้ก่อตั้งขึ้นปีคริสต์ศักราช1357ก่อกำลังของหลิวฟูตงได้บุกขึ้นเหนือโดยแยกเป็น3เส้นทางด้วยกัน

เส้นทางหนึ่งบุกไปทางตะวันออกเข้าเหอเป่ยโจมตีต้าตูต่อไปเส้นทางสายกลางบุกไครฝิงและเข้ายึดเลี้ยวหยางเส้นทางตะวันตกยกเข้ายึดเสฉวนหหลิวฟูตงนำก่อทัพเข้ายึดไครฟงเมืองเก่าของราชวงศ์ซ่งเหนือในปีคริสตศักราช1358ช่วงนี้เป็นช่วงที่ก่อทัพโพกผ้าแดงมีความเข้มแข็งเต็มที่

สถาปนาประถมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง หลังจากที่รบชนะมองโกลแล้วก็เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างผู้นำแล้วยังประเมิลกำลังรบของมองโกลต่ำกว่าความเป็นจริงมากในที่สุดเมื่อมองโกลตั้งหลักได้สามารถระดมกำลังขึ้นมาใหม่จนสามารถกอบกู้ชัยชนะได้สำเร็จถึงปีคริสต์ศักราช1362กองทัพของหลิวฟู่ตงที่บุกขึ้นเหนือถึง3ทางต้องพ่ายแพ้

กำลังรบของหลิวฟูตงที่ตั้งมั่นที่ไครฟงได้ถูกกองทัพมองโกลได้ถูกล้อมจนแตกทัพหลิวฟูตงเสียชีวิตระหว่างการสู้รบในปีคริสต์ศักราช1362พอดีมีกำลังทหารของจูเหยินจางผู้นำกบฏอีกทัพหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างพิชิตขุนศึกปรปักษ์คนสำคัญที่จูเหยินจางส่งมารับและได้คุ้มครองเซี่ยหมิงหวาง

จนเสี่ยหมิงหวางรอดชีวิตไปเป็นประมุกโดยพระนามกษัตริย์ราชวงศ์ซ่งในฐานะผู้นำการต่อต้านมองโกลเจอเหยินจางผู้นำกบฏนี้เป็นนักการเมืองแล้วเป็นการทหาที่มีสติปัญญาความสามารถเหนือกว่าผู้นำกบฏทั้งหลายที่ต่อต้านมองโกลในยุคนั้นทั้งๆที่งตั้งต้นชีวิตมาด้วยความต่ำต้อยและยากจนที่สุด

แต่ก็สามารถนำทัพใหญ่ขับไล่มองโกลออกไปจากแผ่นดินจีนสถาปนาตนเองเป็นประถมจักรพรรดิราชวงศ์หมิงปกครองอาณาจักรสืบต่อไปจนถึงร่วม300ปีช่วงปีคริสต์ศักราช1355 หว่อ เจอชิงได้ตายลงอย่างกระทันหันบุตรก็ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำแทนซึ่งก็คือจุหยวนจางหว่อ เจอชิงเป็นผู้ที่มีในตาหลากแหลม

แม้ว่าจูหยวนจางจะมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์หว่อ เจอชิงก็เต็มใจยกหยิงสาวที่เป็นบุตรเลี้ยงของตนให้ไปเป็นภรรยาจูหยวนจางผู้มีสติปัญยาความสามารถแต่ในขณะนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าบุคคลนี้จะมีสิตปัญญาเพียงใด

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    เว็บพนัน ufabet

ประวัติความเป็นมาของวัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย 

        ประวัติความเป็นมาของวัดร่องขุ่น สำหรับในบทความนี้เราจะมาพูดถึงประวัติความเป็นมาของวัดร่องขุ่นซึ่งวัดแห่งนี้เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากอยู่ในตอนนี้ 

สำหรับวัดร่องขุ่นในขณะนี้นับได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวสร้างรายได้ให้กับชาวจังหวัดเชียงรายได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตามวัดร่องขุนนั้นเป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาไม่ยาวนานมากนักเนื่องจากว่าเป็นวัดที่เพิ่งสร้างมาประมาณเพียงแค่ 20 กว่าปีเท่านั้นแต่วัดแห่งนี้นั้นก็สามารถที่จะดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปเยี่ยมชมความสวยงามได้ด้วยประวัติความเป็นมาในการสร้างวัดร่องขุ่นนั้นถูกสร้างขึ้นมาในช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 2540   

         สำหรับผู้ที่ลงทุนก่อสร้างออกค่าใช้จ่ายรวมถึงหาสถานที่ในการสร้างวัดร่องขุ่นแห่งนี้ก็คืออาจารย์เฉลิมชัยโฆษิตพิพัฒน์ซึ่งอาจารย์ท่านนี้เป็นคนทั้งก่อสร้างเองและออกแบบวัดเองและมาก่อสร้างวัดแห่งนี้เอาไว้ที่ตำบลป่าอ้อดอนชัยซึ่งตำบลนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 12  กิโลเมตรเพียงเท่านั้น  

        สำหรับแนวความคิดในการก่อสร้างวัดร่องขุ่นขึ้นมานั้นอาจารย์เฉลิมชัยต้องการใช้การสร้างวัดแห่งนี้เป็นงานพุทธศิลป์ซึ่งต้องมีความโดดเด่น

และมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและตั้งใจที่จะสร้างขึ้นมาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาโดยวัดแห่งนี้นั้นถือได้ว่าเป็นวัดที่ถวายให้กับแผ่นดินหรือถวายให้กับประเทศไทยนั้นเองเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก

         เนื่องจากว่าอาจารย์เฉลิมชัยนั้นต้องการสร้างถวายวัดร่องขุ่นแห่งนี้ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 ซึ่งหลังจากที่ก่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาแล้วก็ได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมากว่าวัดแห่งนี้มีความงดงามโดยชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทยก็รู้จักชื่อเสียงของวัดร่องขุ่นกันเป็นอย่างดีซึ่งชาวต่างชาตินั้นตั้งชื่อวัดร่องขุ่นนี้ว่า White temple 

          สำหรับเหตุผลที่ชาวต่างชาติเรียกว่าวัดร่องขุ่น White Temple หรือแม้แต่คนไทยเองก็เรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดขาวนั่นก็เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ประดับตกแต่งอยู่ภายในวัดร่องขุ่นนั้นล้วนเป็นสีขาวทั้งหมดแม้แต่กระจกที่ใช้ประดับประดาให้เกิดความสวยงามสะท้อนกับแสงของพระอาทิตย์หรือแสงไฟนั้นก็ทำมาจากกระจกสีเงิน

          สำหรับแนวความคิดของอาจารย์เฉลิมชัยในการสร้างวัดร่องขุ่นด้วยการสร้างให้เป็นสีขาวทั้งหมดนั้นเพราะอาจารย์เฉลิมชัยมองว่าสีขาวนั้นเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ผุดผ่องและวัดร่องขุ่นก็เป็นตัวแทนทางด้านพระพุทธศาสนาดังนั้นสีขาวจึงเปรียบเหมือนกับพระพุทธเจ้าที่มีความบริสุทธิ์ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นโบสถ์วิหารหรือสิ่งก่อสร้างภายในวัดร่องขุ่นจึงถูกนิมิตขึ้นมาให้เหมือนกับสรวงสวรรค์และมีความสวยงามเปล่งประกายให้ผู้คนได้ชมกัน

 

สนับสนุนโดย    สล็อตยูฟ่าเว็บตรง

ประวัติศาลเจ้าอัตสึตะ ประเทศญี่ปุ่น 

     ประวัติศาลเจ้าอัตสึตะ สำหรับใครที่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเชื่อว่าหลายครั้งที่เดินทางไปเที่ยวนอกจากจะไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆแล้วสถานที่ที่ไม่สามารถพลาดได้ในการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นก็คือการไปไหว้ศาลเจ้าต่างๆ

เพื่อทำการขอพรขอโชคลาภให้กับตนเองนั่นเอง ซึ่งในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับศาลเจ้าแห่งหนึ่งที่เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศญี่ปุ่นและเป็นศาลเจ้าที่มีความสำคัญของเมืองนาโกย่าเลยทีเดียวโดยศาลเจ้าแห่งนี้นั้นชื่อว่าศาลเจ้าอัตสึตะ

          ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในสวนที่มีความสวยงามสงบร่มรื่นซึ่งสวนแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อัตสึตะและศาลเจ้าที่เรากำลังจะพาไปรู้จักนี้คือศาลเจ้าที่สร้างขึ้นมาแบบชินโต  และมีการตั้งชื่อศาลเจ้าตามชื่อเขตนั้นเอง  ยังไงก็ตามตามประวัติความเป็นมาได้มีการระบุว่าศาลเจ้าอัตสึตะนั้นก็คือวัดแห่งหนึ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นมาในช่วงประมาณปีคริสตศักราช 70-130 ซึ่งในช่วงปีดังกล่าวนั้นก็ตรงกับสมัยของจักรพรรดิ Keiko  เนื่องจากว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าที่มีอายุหลายร้อยปีมาแล้วดังนั้นจะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบตัวอาคารจึงมีความงดงามและมีความแปลกตาซึ่งมีการระบุว่าตัวอาคารนั้นได้มีการใช้สถาปัตยกรรมแบบ shinmei -Zukuri  

        อย่างไรก็ตามหากใครได้มีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมชมความสวยงามของศาลเจ้าอัตสึตะนั้นจะเห็นได้ว่าตัวอาคารของศาลเจ้าแห่งนี้นั้นจะถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ซึ่งได้มีการออกแบบเอาไว้อย่างสวยงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียวนอกจากนี้จะเห็นได้ว่าพื้นที่บริเวณโดยรอบของศาลเจ้าซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของศาลเจ้านั้นจะเต็มไปด้วยต้นไม้ทั้งเล็กและใหญ่สีสันงดงามทำให้ราดูสงบและร่มเย็นเป็นอย่างมาก 

      ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้นั้นนอกจากจะเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนแล้วยังเป็นที่เก็บวัตถุโบราณและโบราณวัตถุต่างๆมากมายซึ่งสิ่งของที่ถูกนำมาเก็บไว้ที่ศาลเจ้าอัตสึตะนั้นจะเป็นโบราณวัตถุที่สำคัญเป็นอย่างมากเลยทีเดียว   ยกตัวอย่างโบราณวัตถุที่ถูกนำมาเก็บไว้ที่ศาลเจ้าอัตสึตะนั่นก็คือดาบคุซานางิ 

        สำหรับดาบคุซานางินั้นถือได้ว่าเป็นของสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้เรียกได้ว่าเป็นเครื่องราชภัฏศักดิ์สิทธิ์ประจำจักรพรรดิญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็น 1 ใน 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นของประจำจักรพรรดิญี่ปุ่นนั่นเองนอกจากนี้ที่ศาลเจ้าอัตสึตะนั้นก็ยังมีการสร้างกำแพงขึ้นมาด้วยกำแพงดังกล่าวนั้นมีชื่อว่าโนบุนางะซึ่งกำแพงนี้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงปีคริสตศักราช 1560 โดยโชกุนโอดะ โนบุนางะ ซึ่งหลายคนที่ได้มีการมีโอกาสได้เดินทางไปชมศาลเจ้าอัตสึตะ ต่างก็จะชมกันว่ากำแพงที่สร้างขึ้นมานั้นงดงามอย่างมากเช่นกัน 

 

สนับสนุนโดย  gclub เครดิตฟรี 150

ประเพณีชักพระทอดผ้าป่าและแข่งเรือยาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี 

         สำหรับในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักประเพณีของจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวที่มักจะเดินทางไปเที่ยวในช่วงที่มีการจัดประเพณีนี้กัน ประเพณีชักพระทอดผ้าป่า

 ซึ่งโดยปกติแล้วการตัดนั้นจะจัดเป็นประจำทุกปีโดยจะมีการจัดในช่วงประมาณเดือนตุลาคมซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะจัดในช่วงที่ใกล้วันออกพรรษาโดยปกติแล้วการจัดงานนั้นจะมีการจัดขึ้น 9 วัน 9 คืนเลยทีเดียว

         สำหรับประเพณีที่เราพูดถึงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการจัดขึ้นมานั่นก็คืองานประเพณีชักพระรวมถึงทอดผ้าป่าและแข่งเรือยาวซึ่งจะมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่จะพากันเดินทางไปร่วมงานประเพณีนี้โดยทางจังหวัดจะมีการจัดขึ้นแถวบริเวณริมแม่น้ำตาปีเป็นการจัดเทศกาลอย่างยิ่งใหญ่อลังการเลยทีเดียวซึ่งชาวบ้านในพื้นที่และชาวบ้านในจังหวัดใกล้เคียงก็จะพากันเดินทางไปทำบุญและมีการทำกิจกรรมร่วมกัน  

         นอกจากนี้ชาวบ้านทั้งจังหวัดของสุราษฎร์ธานีจะออกมาช่วยกันจัดเตรียมแต่งเรือพนมพระทางบกและเรือพนมพระทางน้ำซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญเป็นอย่างมากของจังหวัดโดยจะมีการตกแต่งเรืออย่างประณีตวิจิตรบรรจงและงดงามมีการนำไฟนำสิ่งของต่างๆมาตกแต่งให้เกิดลวดลายที่มีความคิดแนวสร้างสรรค์และจินตนาการล้ำเลิศ

         นอกจากนี้ยังใช้ของภายในท้องถิ่นหรือเรียกได้ว่าภูมิปัญญาของชาวบ้านมาใช้ในการประดับตกแต่งหรืออาจจะมีการตกแต่งในรูปแบบของสัตว์ในวรรณคดีก็มีเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามประเพณีนี้จะมีการตกแต่งเรือมากกว่า 100 ลำเลยทีเดียวที่จะมาใช้ในการร่วมแห่ขบวนสมโภชซึ่งโดยปกติแล้วในการแห่ขบวนสมโภชนั้นจะมีการจัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 นั่นเอง 

          นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมทำบุญกับชาวบ้านในการตกแต่งพุ่มผ้าป่าเพื่อทำบุญ

โดยเงินรายได้จากการทำบุญนั้นก็จะนำไปบริจาคให้กับองค์กรต่างๆและสถาบันการศึกษารวมถึงวัดวาอารามต่างๆเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนานั่นเองอย่างไรก็ตามนอกจากจะมีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับทางด้านพระพุทธศาสนาแล้วยังมีการจัดแข่งขันเรือยาวซึ่งนักท่องเที่ยวจะเพลินเกี่ยวกับการแข่งเรือและยังมีการจัดซุ้มอาหารคอยบริการนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอาหารของทางภาคใต้

           นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP และสินค้าพื้นบ้านมาวางขายเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดเรียกได้ว่างาน 9 วัน 9 คืนนั้นนักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมนิทานจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการจัดขึ้นและเที่ยวอย่างไม่รู้เบื่อกันเลยทีเดียว สำหรับใครที่ว่างและไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดีก็สามารถไปร่วมกิจการงานประเพณีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้

 

สนับสนุนโดย  ufabet

เที่ยวประเพณีการไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม

          ในทุกๆปีจังหวัดนครพนมจะมีการจัดประเพณีอย่างยิ่งใหญ่ซึ่งจะต้องอยู่กับช่วงเทศกาลวันออกพรรษาโดยจะมีการจัดบริเวณริมแม่น้ำโขงซึ่งจุดที่มีการจัดงานนั้นจะจัดบริเวณศาลากลางประจำจังหวัด  

โดยประเพณีนี้นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากจะพากันเดินทางเพื่อไปร่วมงานซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมมหกรรมไหลเรือไฟซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อันเก่าแก่และล้ำค่าประจำจังหวัดเลยก็ว่าได้และเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างประเทศให้ไปชมความงดงามของประเพณีและวัฒนธรรมของชาวจังหวัดนครพนมกัน 

         สำหรับความยิ่งใหญ่อลังการน่าตื่นตาตื่นใจของประเพณีไหลเรือไฟของจังหวัดนครพนมนั้นมีเกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งแม่น้ำโขงยามค่ำคืนจะมีความสวยงามเนื่องจากว่าจะสว่างไสวจากไฟที่มีการประดับประดาบนเรือซึ่งมีการสร้างเรือให้ลอยไปตามแม่น้ำตามความเชื่อของคนในสมัยโบราณที่เชื่อกันว่าเป็นการบูชาพระรัตนตรัย

และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในแม่น้ำโขงซึ่งชาวบ้านจะมีการนำเรือมาล่องกลางแม่น้ำโขงและนำตะเกียงนักเหมือนดวงและดวงไฟนับพันดวงมาประดับประดาเป็นรูปทรงต่างๆทำให้เกิดความสวยงามซึ่งเกิดจากความศรัทธาของประชาชนชาวจังหวัดนครพนมและนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยี่ยมชมความงดงาม 

         อย่างไรก็ตามผู้คนให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเพณีการไหลเรือไฟเป็นอย่างมากเพราะเชื่อว่ายิ่งมีการประดับประดาเรือไฟให้มีความสวยงามสว่างช่วยมาก

แค่ไหนก็จะยิ่งทำให้ประสบความสําเร็จในชีวิตและชีวิตแต่มีแต่ความรุ่งโรจน์สว่างไสวมากขึ้นเท่านั้นดังนั้นประเพณีการไหลเรือไฟจึงถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครพนมเลยก็ว่าได้

         นอกจากนี้ประเพณีการไหลเรือไฟยังเป็นตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดนครพนมในช่วงเทศกาลวันออกพรรษาเพราะว่าประเพณีการไหลเรือไฟนั้นเป็นประเพณีที่มีความงดงามและยังมีกิจกรรมอื่นๆให้นักท่องเที่ยวทำอีกเยอะแยะมากมายซึ่งในแต่ละปีนั้นก็จะมีคนสร้างเรือไฟที่มีแนวความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันในแต่ละปีมาประชันขันแข่งกันว่าของใครนั้นจะมีความงดงามมากกว่ากัน 

        อย่างไรก็ตามการจัดประเพณีการไหลเรือไฟนั้นยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกเยอะแยะมากมายทั้งการออกบูธการแสดงต่างๆที่แสดงให้เห็นถึงศิลปะวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนมดังนั้นหากใครมีเวลาว่างก็สามารถเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดนครพนมในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ซึ่งโดยปกติแล้วทางจังหวัดนครพนมจะมีการจัดประเพณีการไหลเรือไฟประมาณ 7 วันโดยมีกิจกรรมทั้งกลางวันและช่วงเวลากลางคืนเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  gclubเครดิตฟรี