เดือน: สิงหาคม 2023

สหภาพโซเวียต ประเทศพังมากว่า70ปี ไม่สามารถกู้คืนเศรษฐกิจได้

สหภาพโซเวียต ประเทศพังมากว่า70ปี ซึ่งในปี1985 เมื่อสหภาพโซเวียตมีผู้นคนใหม่และจะเป็นคนสุดท้ายก็คือ กอร์ บาชอฟ  โดยกอร์ บาชอฟถือว่าเป็นผู้นำคนแรกของสหภาพโซเวียตเลยที่เกิดมาในสหภาพโซเวียตแล้ว

ก็เติบโตมาในสหภาพโซเวียต ในขณะที่ผู้นำนก่อนๆเกิดตั้งแต่สมัย Russian Empire หรือว่าจักรวรรดิรัสเซีย

เขาได้ปฏิเสธวิธีคิดแบบเดิมๆและก็โละนู่นนี่กันไปหมดโดยเห็นได้จากชัดๆที่สุดเลยคือนโยบายของเขาทั้งหมด2ข้อด้วยกันก็คือGlasnost กับ Perestroika  ซึ่งGlasnostก็คือนโยบายเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้นคือเขาบอกว่าทุกคนสามารถมีเสรีภาพทางการเมืองได้มากขึ้นสามารถวิจาร์ณการเมืองได้

นักหนังสือพิมพ์สื่ออะไรต่างๆจะเขียนการเมืองเขียนได้ไม่โดนจับเข้าค่ายเหมือนแต่ก่อนแล้วอยากด่ารัฐบาลเหรอด่าไปนักโทษทางการเมืองที่ติดอยู่ในค่ายกักกันปล่อยบ้าง ส่วน Perestroikaก็คือการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเดิมที่แบบมาร์กซิสต์จ๋าๆทุกอย่างนารวมก็เริ่มให้เอกชนสามารถมีธุรกิจของตัวเองได้บ้างคนงานถ้าสมมุติว่าจะหยุดงานประท้วงก็หยุดงานประท้วงได้แล้วกันไม่ต้องโดนจับเข้าค่ายกักกัน

นอกจากนี้ที่สำคัญก็มีการเปิดให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในสหภาพโซเวียตด้วยและนโยบายอีกอย่างหนึ่งของเขาที่สำคัญมากๆเลยก็คือว่าเขาเลิกเล่นเกมสงครามเย็นกับสหรัฐอเมริกาดีกว่าเราหันมาสนใจประเทศตนเองดีกว่า เห็นได้ชัดมากๆเลยจากในปี1989 ที่เขามีการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน

ประมาณว่าเลิกเล่นเกมสงครามล่ะกลับมาดูแลประเทศตนเองถึงทุกอย่างตอนนี้จะฟังดูดีแต่ว่าสหภาพโซเวียตมันเละมา70ปีจะมาแก้ภายในปีห้าปี

ให้มันแบบว่าฟื้นกลับมาดีมันก็ไม่ทันสุดท้ายแผนกู้เศรษฐกิจก็ไม่เวิร์กไม่สามารถใช้ได้จริงพวกนิสัยการทำงานระบบราชการอะไรต่างๆที่โกงก็ไม่สามารถรื้อได้คือแบบว่ามีลับลมคมในชอบปิดข่าวสารอะไรต่างๆมันไม่ได้สามารถแก้ได้ชั่วข้ามคืนไง

เพราะฉะนั้นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดมากของความเรื้อรังนี้ก็คือเหตุการณ์เชอร์โนบิลซึ่งเหตุการณ์ณืเกิดขึ้นในปี1986 พอมันเกิดเหตุการณ์ขึ้นแทนที่จะมีการจัดการแบบโปร่งใสอะไรต่างๆก็มีการปิดข่าวก็ทำให้เหตุการณ์มันรุนแรงกว่าเดิมแบบหลายเท่าเลยทีเดียวสุดท้ายคนไม่พอใจอยู่แล้ว

เมื่อได้เสรีภาพในการพูดเข้าไปแถมที่สำคัญยังได้เห็นโลกภายนอกด้วยว่าโลกภายนอกเขาไปถึงไหนกันแล้วเขาดีกว่าเราต้องงเยอะและจะอยู่ทำไมเทสิดังนั้นมันก็เลยเกิดการประท้วงผุดขึ้นมากันเป็นดอกกเห็ดเลยกันเลยทีเดียวโดยเฉพาะในปี1986-1989ในช่วงเวลานั้นกระจุยกระจายกันเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  ufabet ฝาก-ถอน เอง

ประวัติปราสาทตาพรหม ประเทศกัมพูชา 

ประวัติปราสาทตาพรหม สำหรับประวัติความเป็นมาที่เราจะพูดถึงการในครั้งนี้เป็นประวัติความเป็นมาของปราสาทตาพรหม

ซึ่งได้รับว่าเป็นประสาทที่มีความเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของประเทศกัมพูชาด้วยที่นี่มีการสร้างเอาไว้ทางทิศตะวันออกห่างจากครูเมืองพระนครไปประมาณ 1 กิโลเมตรว่ากันว่าเป็นประสาทที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงอนาจักรจังหวัดเขมรตัวประสาทนั้นถูกสร้างมาจากหิน  

          ปัจจุบันปราสาทตาพรหมแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นสถานที่สำหรับใช้ในการศึกษาหาความรู้เนื่องจากว่าปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 13 ที่นี่นับได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญเกี่ยวข้องกับทางศาสนาพุทธ โดยเป็นศาสนาพุทธนิกายมหายาน 

           สำหรับการก่อสร้างปราสาทตาพรหมว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงประมาณปีพุทธศักราช 1729 ซึ่งเป็นการสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยระบุว่าปราสาทตาพรหมแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเนื่องจากว่าต้องการให้ปราสาทตาพรหมแห่งนี้เป็นวิหารหลวงในการจัดกิจกรรมต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกับทางด้านพระพุทธศาสนา 

           สำหรับปราสาทตาพรหม แห่งนี้ว่ากันว่าเพิ่งได้รับการบูรณะและได้รับความสนใจจากรัฐบาล ในยุคศตวรรษที่ 21

เพราะก่อนหน้านี้หลังจากที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สิ้นพระชนม์ และสิ้นสุดจักรวรรดิเขมร ปรากฏว่าก็ไม่มีใครให้ความสนใจกับปราสาทตาพรหมแห่งนี้ซึ่งในยุคดังกล่าวนั้นจะเป็นช่วงศตวรรษที่ 15  ดังนั้นที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่ถูกปล่อยให้รกร้างมีต้นไม้ที่ปกคลุมเต็มไปหมดแล้วกว่าจะมีคนให้ความสนใจและกลับมาบูรณะใหม่นั้นก็ผ่านไปหลายทศวรรษเลยทีเดียว 

           สำหรับการเข้ามาดูแลบูรณะซ่อมแซมปราสาทตาพรหมขึ้นมาใหม่    ufabet    นั้นจะเป็นทางหน่วยงานสำนักงานของประเทศฝรั่งเศส ได้ร่วมมือกันกับหน่วยงานโบราณคดีอินเดียและหน่วยงานโบราณคดีในพื้นที่ช่วยเหลือในการบูรณะปราสาทตาพรหมในช่วงประมาณปีค.ศ. 2013 

สำหรับการบูรณะซ่อมแซมนั้นมีการดูแลตั้งแต่พื้นทางเดินรวมถึงตัวปราสาทและต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นต้นไม้เก่าแก่โดยจะสังเกตเห็นได้ว่ารากต้นไม้บังต้นนั้นมีการเลื้อยพันขึ้นคร่อมตัวประสาทเลยทีเดียว    ดังนั้นการเข้ามาบูรณะก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามของปราสาทตาพรหมได้รับอันตรายจากการเดินเที่ยวภายในพื้นที่บริเวณปราสาทตาพรหมนั่นเอง 

          สำหรับบรรยากาศโดยรวมภายในอาณาเขตพื้นที่ของปราสาทตาพรหมนั้นจะเห็นได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่นั้นจะมีต้นไม้ปกคลุมซึ่งส่วนใหญ่ต้นไม้ที่ขึ้นจะมีทั้งต้นสมพงยักษ์หรือที่ชาวกัมพูชาเรียกกันว่าต้นปะวง    นอกจากนี้ยังมีต้นมอสที่ขึ้นโครงตัวประสาทเอาไว้และบริเวณพื้นที่สภาพอากาศโดยรอบของตัวปราสาทตาพรหมนั้นเป็นลักษณะของป่าดิบชื้นตัวประสาทนั้นมีจุดเด่นที่สำคัญก็คือเป็นประสาทหินที่นี่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นตัวประสาทหรือต้นไม้จึงมีชื่อเสียงเรื่องของความสวยงามและความเก่าแก่โบราณ

ประวัติวัดไผ่ล้อม  จังหวัดตราด 

ที่ตำบลบางพระ   อำเภอเมือง  ของ  จังหวัดตราด   มีวัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง  

ซึ่งมีความสวยงามและถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์   โดยวัดแห่งนี้นั้นมีสิ่งก่อสร้างสวยเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นเจดีย์หรือแม้แต่สวนพุทธธรรมซึ่งเป็นสวนป่าที่ทางวัดได้มีการจัดสวนเอาไว้นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ 3 ท่านเจ้าคุณอีกด้วย โดยวัดดังกล่าว นั้นชื่อว่าวัดไผ่ล้อมซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึงประวัติความเป็นมาของวัดไผ่ล้อมกันจุดเริ่มต้นของการสร้างวัดไผ่ล้อมนั้นเป็นมาอย่างไร 

         อย่างไรก็ตามเบื้องต้นในการสร้างวัดไผ่ล้อมขึ้นมานั้นก็เพื่อให้เป็นสถานที่ที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์และเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดย วัดไผ่ล้อมนี้ยังมีพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุอยู่ในเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแปดเหลี่ยม  และนับตั้งแต่ที่มีการสร้างวัดไผ่ล้อมขึ้นมานั้นประชาชนก็ให้ความเคารพนับถือเดินทางมาทำบุญกันทุกวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำบุญในเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับทางพระพุทธศาสนา

           อย่างไรก็ตามมาถึงช่วงของพระวิมลเมธาจารย์ วรญาณคณานุรักษ์  สังฆปาโมกข์  เจ้าอาวาสอยู่ที่วัดไผ่ล้อมแห่งนี้นั้นปรากฏว่าได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นครูสอนหนังสือดังนั้นพระวิมลเมธาจารย์ จึงใช้วัดไผ่ล้อมแห่งนี้เป็นสถานที่สอนหนังสือโดยมีการตั้งชื่อว่าสำนักสอนหนังสือไทยวัดไผ่ล้อม

ประวัติวัดไผ่ล้อม ซึ่งพระวิมลเมธาจารย์ วรญาณคณานุรักษ์ สังฆปาโมกนั้นนับได้ว่าเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่ได้มีการสอนหนังสือจึงได้ถูกแต่งตั้งเป็นพระบิดาแห่งการศึกษาประจำจังหวัดตราดและโรงเรียนแห่งแรกที่สอนหนังสืออย่างเป็นทางการในจังหวัดตราดนั้นก็คือสำนักสอนหนังสือไทยวัดไผ่ล้อมแห่งนี้นั่นเอง 

           อย่างไรก็ตามวัดไผ่ล้อมแห่งนี้เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่หลักคำสอนและพระพุทธศาสนาเยอะแยะมากมายเลยทีเดียวนอกจากที่วัดไผ่ล้อมแห่งนี้จะเป็นสถานที่สอนหนังสือแห่งแรกแล้วยังถูกจัดตั้งเป็นโรงเรียนสอนภาษาบาลีให้แก่พระสงฆ์อีกด้วยซึ่งถือได้ว่าวัดไผ่ล้อมแห่งนี้เป็นโรงเรียนสอนนักธรรมแผ่นแรกของจังหวัดตราดเลยก็ว่าได้ดังนั้นวัดไผ่ล้อมจึงมีความสำคัญทางพระพุทธศาสนามากที่สุดในจังหวัดตราดเลยทีเดียว

     บรรยากาศโดยรวมภายในวัดไผ่ล้อมแห่งนี้นั้นค่อนข้างที่จะมีความเงียบสงบและมีความร่มรื่นเป็นอย่างมากซึ่งก็สร้างที่อยู่ในอาณาเขตพื้นที่ของบริเวณวัดไผ่ล้อมนั้นก็มีความงดงามตั้งแต่ศาลาริมน้ำนอกจากนี้ภายในวัดไผ่ล้อมยังมีป่าสวนรวมถึงมีสัตว์เล็กๆและปลาเพื่อให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดนั้นได้พักผ่อนจิตใจและร่างกายรวมถึงยังได้ชมสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามของวัดไผ่ล้อมอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  สมัคร sbobet โดยตรง

ประเพณีอุ้มสาวลงน้ำ  

         ประเพณีอุ้มสาวลงน้ำ    ถ้าหากใครเป็นคนในพื้นที่ของจังหวัดชลบุรีและอยู่ที่ อำเภอเกาะสีชัง  ย่อมจะรู้ดีว่าในช่วงสงกรานต์ของทุกปีนั้นจะมีประเพณี 1 ที่มีการจัดการเป็นประจำทุกปี

โดยประเพณีดังกล่าวนั้นเป็นประเพณีเก่าแก่มาตั้งแต่ในยุคสมัยโบราณ จนปัจจุบันก็ยังคงมีการจัดประเพณีนี้กันอยู่เป็นประเพณีการละเล่นที่คนหนุ่มสาวนั้นจะมาร่วมเพื่อความสนุกสนานเป็นประเพณีที่จัดขึ้นเฉพาะเกาะขามใหญ่ โดยประเพณีดังกล่าวนั้นใช้ชื่อเรียกว่าประเพณีอุ้มสาวลงน้ำ

        สำหรับประเพณีใครก็ตามที่สนใจจะร่วมประเพณีจะต้องมีการเดินทางมาที่เกาะขามใหญ่ซึ่งเกาะแห่งนี้จะต้องมีการนั่งเรือข้ามฟากมาโดยใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 15 นาทีจากฝั่งมาถึงเกาะขามใหญ่แห่งนี้ประเพณีอุ้มสาวลงน้ำน้ำเป็นประเพณีที่ไม่ได้ใหญ่โตมากนักแต่ก็จะมีการจัดขึ้นเป็นการละเล่นให้กับชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งเริ่มตั้งแต่ในช่วงตอนเช้านั้นทุกคนจะมารวมตัวกันเพื่อทำบุญตักบาตรหลังจากทำบุญตักบาตรเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะทำการส่งน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลของชาวบ้านที่จะมาร่วมพิธี

            หลังจากนั้นก็จะมีกิจกรรมเป็นพิธีกรข้าวบวงสรวงเมื่อทำพิธีต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมาจบลงที่จะต้องมีการก่อเจดีย์ทรายซึ่งโดยปกติแล้วเจดีย์ทรายนั้นในหลายจังหวัดก็มีการทำประเพณีเช่นเดียวกันแต่ว่าในยุคปัจจุบันนั้นมีหลายจังหวัดที่ยกเลิกการทำประเพณีก่อกองทรายหรือเจดีย์ทรายกันมาบ้างแล้วอย่างไรก็ตาม

สำหรับกิจกรรมบนเกาะขามใหญ่แห่งนี้นั้นหลังจากที่ก่อพระเจดีย์ทรายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะเป็นการปิดกิจกรรมด้วยประเพณีอุ้มสาวลงน้ำนั่นเองซึ่งประเพณีนี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีความโดดเด่นและเป็นประเพณีที่งดงามของคนชาวอำเภอเกาะสีชังเลยก็ว่าได้

          สำหรับวิธีการนั้นก็คือการที่คนหนุ่มสาวจะลงเล่นน้ำกันโดยฝ่ายชายนั้นจะต้องอุ้มผู้หญิงลงไปในน้ำอย่างไรก็ตามสำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดประเพณีอุ้มสาวลงน้ำนั่นก็เพราะว่าในสมัยอดีตนั้นเกาะสีชังไม่ได้มีน้ำจืดเยอะมากนักอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำจืดเลยก็ว่าได้ดังนั้นในช่วงวันสงกรานต์ที่เกาะสีชังจึงไม่มีการจัดประเพณีสาดน้ำสงกรานต์เล่นกันเหมือนกับจังหวัดอื่นๆเพราะต้องมีการเก็บน้ำเอาไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น

          ดังนั้นจึงได้มีการคิดการละเล่นขึ้นมาแทนการสาดน้ำใส่กันนั่นก็คือการอุ้มสาวลงน้ำหรือบางคนจะใช้เป็นวิธีการจูงมือกันลงไปเล่นน้ำในทะเลก็ได้เช่นเดียวกันสำหรับประเพณีนี้ว่ากันว่ามีมาตั้งแต่ในยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 แล้วโดยส่วนใหญ่แล้วการจัดกิจกรรมประเพณีอุ้มสาวลงน้ำนั้นจะจัดทุกวันที่ 18 เดือนเมษายนซึ่งแต่เดิมนั้นมีการจัดกันที่เกาะสีชังแต่เนื่องจากว่าเกาะสีชังนั้นเป็นเกาะที่มีคนอาศัยค่อนข้างเยอะและชาวบ้านมีอาชีพทำการประมงต้องออกทะเลเป็นประจำจึงเปลี่ยนสถานที่มาจัดกิจกรรมประเพณีอุ้มสาวลงน้ำที่เกาะขามใหญ่นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย    ufabet เว็บตรง