อย่าพึ่งชนแก้ว ถ้าคุณไม่รู้จักความหมายของมัน

พอเข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองแน่นอนว่า การนั่งล้อมวงพูดคุยและสังสรรค์กับญาติรวมไปถึงเหล่าเพื่อนๆก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ จิบเบียร์เล็กน้อยพร้อมอาหารอันโอชะ หมูกระทะบ้าง กับแกล้มบ้างก็อร่อยไปอีกแบบ …“ชนแก้ว” จึงเป็นคำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยในวงอาหารที่เมื่อไหร่มีการรวมกลุ่มรวมแก๊งกันจะมีเสียงแห่งความสุขนี้ปล่อยออกมาเสมอ แต่ทำไมเราถึงได้มีวัฒนธรรมในการชนแก้วทุกครั้งเมื่อถึงคราวแห่งการเฉลิมฉลอง

วัฒนธรรมการชนแก้วเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยยุโรปโบราณ ในช่วงนั้นยังคงมีการทำสงครามกันอยู่ เมื่อถึงคราวที่คู่ต่อสู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกันจะต้องมานั่งปะทะกันต่อหน้าเพื่อรับประทานอาหาร ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเชื่อใจฝ่ายตรงข้ามได้ถึงขนาดกินอาหารของอีกฝ่ายได้อย่างสนิทใจ แต่ด้วยความต้องการผูกมิตรและดูเชิงซึ่งกันและกัน ใจนึงก็อยากใจนึงก็ระแวง

จึงได้เกิดวัฒนธรรมการชนแก้วขึ้น ในสมัยก่อนเมื่อมีการชนแก้ว น้ำที่อยู่ในแก้วของแต่ละฝ่ายจะกระเด็นเข้ามาในแก้วของฝ่ายตรงข้าม ถ้าอีกฝ่ายแอบใส่ยาพิษเอาไว้ คนใส่เองก็จะโดนพิษนั้นไปด้วยซึ่งกุศโลบายนี้เองเป็นการวัดใจฝ่ายตรงข้ามว่าจะซื่อสัตย์ขนาดไหน ถ้าคิดไม่ซื่อก็ตายคู่กันไปเลย ในบางตำราก็จะบอกว่า การชนแก้วในสมัยก่อนจะมีการรินน้ำในแก้วของฝ่ายตรงข้ามให้กับอีกฝ่ายด้วยแล้วค่อยชนแก้วพร้อมเปร่งเสียงที่แสดงถึงความเป็นมิตรแก่กัน 

พอมาถึงในปัจจุบันวัฒนธรรมการชนแก้วนี้ก็ยังคงหลงเหลืออยู่และแผ่กระจายเข้ามาในหลายๆประเทศรวมถึงประเทศไทยที่มีการนำวัฒนธรรมนี้มาใช้ด้วย การชนแก้วถือเป็นการสร้างมิตร กระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยความระแวงต่างๆนั่นไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในความหมายของการชนแก้วอีกแล้ว แม้ว่าคนที่เราไม่รู้จักกันมาก่อนเพียงเราถือแก้วไวน์เดินไปหาแล้วชนแก้วก็สามารถสร้างความรู้จักกันได้อย่างง่ายดายหรืออาจไปต่อกันที่ห้องเลยก็ไม่ใช่เรื่องยาก 

จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมการชนแก้วมีประวัติศาสตร์และความหมายที่ลึกซึ้ง แม้ระยะเวลาจะผ่านไปนานแต่ยังคงเหลืออยู่ซึ่งความหมายที่ดีๆซึ่งเป็นประเพณีที่มีอยู่ในทุกการเฉลิมฉลองไม่ว่าจะเป็นวงเหล้าหรือหรูหราถึงขั้นร้านอาหารเหลาแถวเยาวราชก็ชนแก้วกันได้

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ