ประวัติความเป็นมาของวัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย 

        ประวัติความเป็นมาของวัดร่องขุ่น สำหรับในบทความนี้เราจะมาพูดถึงประวัติความเป็นมาของวัดร่องขุ่นซึ่งวัดแห่งนี้เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากอยู่ในตอนนี้ 

สำหรับวัดร่องขุ่นในขณะนี้นับได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวสร้างรายได้ให้กับชาวจังหวัดเชียงรายได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตามวัดร่องขุนนั้นเป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาไม่ยาวนานมากนักเนื่องจากว่าเป็นวัดที่เพิ่งสร้างมาประมาณเพียงแค่ 20 กว่าปีเท่านั้นแต่วัดแห่งนี้นั้นก็สามารถที่จะดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปเยี่ยมชมความสวยงามได้ด้วยประวัติความเป็นมาในการสร้างวัดร่องขุ่นนั้นถูกสร้างขึ้นมาในช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 2540   

         สำหรับผู้ที่ลงทุนก่อสร้างออกค่าใช้จ่ายรวมถึงหาสถานที่ในการสร้างวัดร่องขุ่นแห่งนี้ก็คืออาจารย์เฉลิมชัยโฆษิตพิพัฒน์ซึ่งอาจารย์ท่านนี้เป็นคนทั้งก่อสร้างเองและออกแบบวัดเองและมาก่อสร้างวัดแห่งนี้เอาไว้ที่ตำบลป่าอ้อดอนชัยซึ่งตำบลนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 12  กิโลเมตรเพียงเท่านั้น  

        สำหรับแนวความคิดในการก่อสร้างวัดร่องขุ่นขึ้นมานั้นอาจารย์เฉลิมชัยต้องการใช้การสร้างวัดแห่งนี้เป็นงานพุทธศิลป์ซึ่งต้องมีความโดดเด่น

และมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและตั้งใจที่จะสร้างขึ้นมาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาโดยวัดแห่งนี้นั้นถือได้ว่าเป็นวัดที่ถวายให้กับแผ่นดินหรือถวายให้กับประเทศไทยนั้นเองเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก

         เนื่องจากว่าอาจารย์เฉลิมชัยนั้นต้องการสร้างถวายวัดร่องขุ่นแห่งนี้ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 ซึ่งหลังจากที่ก่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาแล้วก็ได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมากว่าวัดแห่งนี้มีความงดงามโดยชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทยก็รู้จักชื่อเสียงของวัดร่องขุ่นกันเป็นอย่างดีซึ่งชาวต่างชาตินั้นตั้งชื่อวัดร่องขุ่นนี้ว่า White temple 

          สำหรับเหตุผลที่ชาวต่างชาติเรียกว่าวัดร่องขุ่น White Temple หรือแม้แต่คนไทยเองก็เรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดขาวนั่นก็เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ประดับตกแต่งอยู่ภายในวัดร่องขุ่นนั้นล้วนเป็นสีขาวทั้งหมดแม้แต่กระจกที่ใช้ประดับประดาให้เกิดความสวยงามสะท้อนกับแสงของพระอาทิตย์หรือแสงไฟนั้นก็ทำมาจากกระจกสีเงิน

          สำหรับแนวความคิดของอาจารย์เฉลิมชัยในการสร้างวัดร่องขุ่นด้วยการสร้างให้เป็นสีขาวทั้งหมดนั้นเพราะอาจารย์เฉลิมชัยมองว่าสีขาวนั้นเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ผุดผ่องและวัดร่องขุ่นก็เป็นตัวแทนทางด้านพระพุทธศาสนาดังนั้นสีขาวจึงเปรียบเหมือนกับพระพุทธเจ้าที่มีความบริสุทธิ์ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นโบสถ์วิหารหรือสิ่งก่อสร้างภายในวัดร่องขุ่นจึงถูกนิมิตขึ้นมาให้เหมือนกับสรวงสวรรค์และมีความสวยงามเปล่งประกายให้ผู้คนได้ชมกัน

 

สนับสนุนโดย    สล็อตยูฟ่าเว็บตรง

ประวัติศาลเจ้าอัตสึตะ ประเทศญี่ปุ่น 

     ประวัติศาลเจ้าอัตสึตะ สำหรับใครที่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเชื่อว่าหลายครั้งที่เดินทางไปเที่ยวนอกจากจะไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆแล้วสถานที่ที่ไม่สามารถพลาดได้ในการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นก็คือการไปไหว้ศาลเจ้าต่างๆ

เพื่อทำการขอพรขอโชคลาภให้กับตนเองนั่นเอง ซึ่งในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับศาลเจ้าแห่งหนึ่งที่เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศญี่ปุ่นและเป็นศาลเจ้าที่มีความสำคัญของเมืองนาโกย่าเลยทีเดียวโดยศาลเจ้าแห่งนี้นั้นชื่อว่าศาลเจ้าอัตสึตะ

          ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในสวนที่มีความสวยงามสงบร่มรื่นซึ่งสวนแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อัตสึตะและศาลเจ้าที่เรากำลังจะพาไปรู้จักนี้คือศาลเจ้าที่สร้างขึ้นมาแบบชินโต  และมีการตั้งชื่อศาลเจ้าตามชื่อเขตนั้นเอง  ยังไงก็ตามตามประวัติความเป็นมาได้มีการระบุว่าศาลเจ้าอัตสึตะนั้นก็คือวัดแห่งหนึ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นมาในช่วงประมาณปีคริสตศักราช 70-130 ซึ่งในช่วงปีดังกล่าวนั้นก็ตรงกับสมัยของจักรพรรดิ Keiko  เนื่องจากว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าที่มีอายุหลายร้อยปีมาแล้วดังนั้นจะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบตัวอาคารจึงมีความงดงามและมีความแปลกตาซึ่งมีการระบุว่าตัวอาคารนั้นได้มีการใช้สถาปัตยกรรมแบบ shinmei -Zukuri  

        อย่างไรก็ตามหากใครได้มีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมชมความสวยงามของศาลเจ้าอัตสึตะนั้นจะเห็นได้ว่าตัวอาคารของศาลเจ้าแห่งนี้นั้นจะถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ซึ่งได้มีการออกแบบเอาไว้อย่างสวยงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียวนอกจากนี้จะเห็นได้ว่าพื้นที่บริเวณโดยรอบของศาลเจ้าซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของศาลเจ้านั้นจะเต็มไปด้วยต้นไม้ทั้งเล็กและใหญ่สีสันงดงามทำให้ราดูสงบและร่มเย็นเป็นอย่างมาก 

      ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้นั้นนอกจากจะเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนแล้วยังเป็นที่เก็บวัตถุโบราณและโบราณวัตถุต่างๆมากมายซึ่งสิ่งของที่ถูกนำมาเก็บไว้ที่ศาลเจ้าอัตสึตะนั้นจะเป็นโบราณวัตถุที่สำคัญเป็นอย่างมากเลยทีเดียว   ยกตัวอย่างโบราณวัตถุที่ถูกนำมาเก็บไว้ที่ศาลเจ้าอัตสึตะนั่นก็คือดาบคุซานางิ 

        สำหรับดาบคุซานางินั้นถือได้ว่าเป็นของสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้เรียกได้ว่าเป็นเครื่องราชภัฏศักดิ์สิทธิ์ประจำจักรพรรดิญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็น 1 ใน 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นของประจำจักรพรรดิญี่ปุ่นนั่นเองนอกจากนี้ที่ศาลเจ้าอัตสึตะนั้นก็ยังมีการสร้างกำแพงขึ้นมาด้วยกำแพงดังกล่าวนั้นมีชื่อว่าโนบุนางะซึ่งกำแพงนี้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงปีคริสตศักราช 1560 โดยโชกุนโอดะ โนบุนางะ ซึ่งหลายคนที่ได้มีการมีโอกาสได้เดินทางไปชมศาลเจ้าอัตสึตะ ต่างก็จะชมกันว่ากำแพงที่สร้างขึ้นมานั้นงดงามอย่างมากเช่นกัน 

 

สนับสนุนโดย  gclub เครดิตฟรี 150

ประเพณีชักพระทอดผ้าป่าและแข่งเรือยาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี 

         สำหรับในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักประเพณีของจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวที่มักจะเดินทางไปเที่ยวในช่วงที่มีการจัดประเพณีนี้กัน ประเพณีชักพระทอดผ้าป่า

 ซึ่งโดยปกติแล้วการตัดนั้นจะจัดเป็นประจำทุกปีโดยจะมีการจัดในช่วงประมาณเดือนตุลาคมซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะจัดในช่วงที่ใกล้วันออกพรรษาโดยปกติแล้วการจัดงานนั้นจะมีการจัดขึ้น 9 วัน 9 คืนเลยทีเดียว

         สำหรับประเพณีที่เราพูดถึงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการจัดขึ้นมานั่นก็คืองานประเพณีชักพระรวมถึงทอดผ้าป่าและแข่งเรือยาวซึ่งจะมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่จะพากันเดินทางไปร่วมงานประเพณีนี้โดยทางจังหวัดจะมีการจัดขึ้นแถวบริเวณริมแม่น้ำตาปีเป็นการจัดเทศกาลอย่างยิ่งใหญ่อลังการเลยทีเดียวซึ่งชาวบ้านในพื้นที่และชาวบ้านในจังหวัดใกล้เคียงก็จะพากันเดินทางไปทำบุญและมีการทำกิจกรรมร่วมกัน  

         นอกจากนี้ชาวบ้านทั้งจังหวัดของสุราษฎร์ธานีจะออกมาช่วยกันจัดเตรียมแต่งเรือพนมพระทางบกและเรือพนมพระทางน้ำซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญเป็นอย่างมากของจังหวัดโดยจะมีการตกแต่งเรืออย่างประณีตวิจิตรบรรจงและงดงามมีการนำไฟนำสิ่งของต่างๆมาตกแต่งให้เกิดลวดลายที่มีความคิดแนวสร้างสรรค์และจินตนาการล้ำเลิศ

         นอกจากนี้ยังใช้ของภายในท้องถิ่นหรือเรียกได้ว่าภูมิปัญญาของชาวบ้านมาใช้ในการประดับตกแต่งหรืออาจจะมีการตกแต่งในรูปแบบของสัตว์ในวรรณคดีก็มีเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามประเพณีนี้จะมีการตกแต่งเรือมากกว่า 100 ลำเลยทีเดียวที่จะมาใช้ในการร่วมแห่ขบวนสมโภชซึ่งโดยปกติแล้วในการแห่ขบวนสมโภชนั้นจะมีการจัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 นั่นเอง 

          นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมทำบุญกับชาวบ้านในการตกแต่งพุ่มผ้าป่าเพื่อทำบุญ

โดยเงินรายได้จากการทำบุญนั้นก็จะนำไปบริจาคให้กับองค์กรต่างๆและสถาบันการศึกษารวมถึงวัดวาอารามต่างๆเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนานั่นเองอย่างไรก็ตามนอกจากจะมีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับทางด้านพระพุทธศาสนาแล้วยังมีการจัดแข่งขันเรือยาวซึ่งนักท่องเที่ยวจะเพลินเกี่ยวกับการแข่งเรือและยังมีการจัดซุ้มอาหารคอยบริการนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอาหารของทางภาคใต้

           นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP และสินค้าพื้นบ้านมาวางขายเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดเรียกได้ว่างาน 9 วัน 9 คืนนั้นนักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมนิทานจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการจัดขึ้นและเที่ยวอย่างไม่รู้เบื่อกันเลยทีเดียว สำหรับใครที่ว่างและไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดีก็สามารถไปร่วมกิจการงานประเพณีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้

 

สนับสนุนโดย  ufabet

เที่ยวประเพณีการไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม

          ในทุกๆปีจังหวัดนครพนมจะมีการจัดประเพณีอย่างยิ่งใหญ่ซึ่งจะต้องอยู่กับช่วงเทศกาลวันออกพรรษาโดยจะมีการจัดบริเวณริมแม่น้ำโขงซึ่งจุดที่มีการจัดงานนั้นจะจัดบริเวณศาลากลางประจำจังหวัด  

โดยประเพณีนี้นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากจะพากันเดินทางเพื่อไปร่วมงานซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมมหกรรมไหลเรือไฟซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อันเก่าแก่และล้ำค่าประจำจังหวัดเลยก็ว่าได้และเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างประเทศให้ไปชมความงดงามของประเพณีและวัฒนธรรมของชาวจังหวัดนครพนมกัน 

         สำหรับความยิ่งใหญ่อลังการน่าตื่นตาตื่นใจของประเพณีไหลเรือไฟของจังหวัดนครพนมนั้นมีเกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งแม่น้ำโขงยามค่ำคืนจะมีความสวยงามเนื่องจากว่าจะสว่างไสวจากไฟที่มีการประดับประดาบนเรือซึ่งมีการสร้างเรือให้ลอยไปตามแม่น้ำตามความเชื่อของคนในสมัยโบราณที่เชื่อกันว่าเป็นการบูชาพระรัตนตรัย

และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในแม่น้ำโขงซึ่งชาวบ้านจะมีการนำเรือมาล่องกลางแม่น้ำโขงและนำตะเกียงนักเหมือนดวงและดวงไฟนับพันดวงมาประดับประดาเป็นรูปทรงต่างๆทำให้เกิดความสวยงามซึ่งเกิดจากความศรัทธาของประชาชนชาวจังหวัดนครพนมและนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยี่ยมชมความงดงาม 

         อย่างไรก็ตามผู้คนให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเพณีการไหลเรือไฟเป็นอย่างมากเพราะเชื่อว่ายิ่งมีการประดับประดาเรือไฟให้มีความสวยงามสว่างช่วยมาก

แค่ไหนก็จะยิ่งทำให้ประสบความสําเร็จในชีวิตและชีวิตแต่มีแต่ความรุ่งโรจน์สว่างไสวมากขึ้นเท่านั้นดังนั้นประเพณีการไหลเรือไฟจึงถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครพนมเลยก็ว่าได้

         นอกจากนี้ประเพณีการไหลเรือไฟยังเป็นตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดนครพนมในช่วงเทศกาลวันออกพรรษาเพราะว่าประเพณีการไหลเรือไฟนั้นเป็นประเพณีที่มีความงดงามและยังมีกิจกรรมอื่นๆให้นักท่องเที่ยวทำอีกเยอะแยะมากมายซึ่งในแต่ละปีนั้นก็จะมีคนสร้างเรือไฟที่มีแนวความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันในแต่ละปีมาประชันขันแข่งกันว่าของใครนั้นจะมีความงดงามมากกว่ากัน 

        อย่างไรก็ตามการจัดประเพณีการไหลเรือไฟนั้นยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกเยอะแยะมากมายทั้งการออกบูธการแสดงต่างๆที่แสดงให้เห็นถึงศิลปะวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนมดังนั้นหากใครมีเวลาว่างก็สามารถเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดนครพนมในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ซึ่งโดยปกติแล้วทางจังหวัดนครพนมจะมีการจัดประเพณีการไหลเรือไฟประมาณ 7 วันโดยมีกิจกรรมทั้งกลางวันและช่วงเวลากลางคืนเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  gclubเครดิตฟรี

กระแสวัฒนธรรมทางโทรทัศน์

กระแสวัฒนธรรมทางโทรทัศน์ การสูญเสียเพื่อนบ้านเป็นการสูญเสียเส้นทางอาชีพสำหรับมืออาชีพด้านหน้าจอที่กำลังเติบโตของออสเตรเลีย ละครโทรทัศน์เรื่อง Neighbours ที่ดำเนินมายาวนานที่สุดของออสเตรเลียคือผู้เสียชีวิตรายล่าสุดในกระแสวัฒนธรรมทางโทรทัศน์ทั่วโลก

การจากไปของการแสดงอันโด่งดังนี้รับประกันถึงการตรวจสุขภาพสำหรับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของออสเตรเลียNeighbors ออกอากาศครั้งแรกในปี 1985

และตอนสุดท้ายจะเข้าฉายในสัปดาห์นี้ การออกอากาศครั้งสุดท้ายถือเป็นจุดสิ้นสุดของการแสดงที่ได้รับการยอมรับจากการเปิดตัวอาชีพการแสดงของดาราที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติที่สุดของออสเตรเลียบางคน รวมถึง Kylie Minogue, Liam Hemsworth และ Margot Robbie

สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักคือ 37 ปี Neighbors ได้จัดเตรียมพื้นที่ฝึกอบรมที่สำคัญสำหรับอาชีพหน้าจอต่างๆ กลุ่มอาชีพในท้องถิ่นที่แข็งแกร่งเหล่านี้ ได้แก่ นักเขียนบท โปรดิวเซอร์ ผู้ตัดต่อวิดีโอ ช่างเทคนิคการจัดแสง นักออกแบบฉากและเครื่องแต่งกาย และหัวหน้างานดนตรี เป็นสิ่งที่ทำให้โทรทัศน์ออสซี่ยอดเยี่ยมเกิดขึ้น

การสิ้นสุดของซีรีส์อันเป็นที่รักนี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพที่มีให้สำหรับมืออาชีพด้านจอภาพยนตร์ของออสเตรเลีย ซึ่งต้องการโอกาสในการฝึกฝนฝีมือการทำงานภายในทีมที่มีประสบการณ์

ความโกลาหลในโทรทัศน์ ในขณะที่ซีรีส์ที่ดำเนินมายาวนานไม่ได้เป็นเพียงช่องทางที่มีความสามารถ แต่การสูญเสีย Neighbors ได้ลบจุดเชื่อมต่อที่สำคัญไปยังเครดิตหน้าจอแรกที่มักจะเข้าใจยาก การปิดประตูนี้เกิดจากความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั่วโลก สาเหตุหลักมาจากการขยายบริการสตรีมมิง

บริการสตรีมมิ่ง เช่น Netflix และ Stan ได้เปลี่ยนแปลงวิธีที่ชาวออสเตรเลียดูโทรทัศน์อย่างไม่อาจเพิกถอนได้ เป็นผลให้ประเภทโทรทัศน์บางประเภทพบว่าตัวเองอยู่ในเขียง สเตฟาน เดนนิส ดาราเพื่อนบ้านของเพื่อนบ้าน ผู้เล่นพอล โรบินสันผู้ชั่วร้ายที่น่ายินดี ได้แบ่งปันข้อกังวลของเขาว่าละครรูปแบบต่อเนื่องไม่พบสถานที่ในยุคการสตรีม

ฉันอยากให้ Neighbors สร้างกระแสใหม่ขึ้นมาและเป็นสบู่เชิงพาณิชย์ตัวแรกที่ได้รับการยอมรับในการเปลี่ยนไปใช้ช่องสตรีมมิ่ง น่าเสียดายที่ไม่มีผู้รับ

ความกังวลของฉันคือถ้าสบู่ไม่ทำการเปลี่ยนแปลงนั้นในไม่ช้า เราจะเริ่มเห็นจุดจบของรายการอันเป็นที่รักเหล่านี้ทั่วโลก ออสเตรเลียขาดแคลนลูกเรือ โทรทัศน์ของออสเตรเลียอยู่ในภาวะขาดแคลนผู้มีความสามารถ กลุ่มครีเอทีฟโฆษณา ผู้ผลิต และทีมงานที่มีประสบการณ์ทางโทรทัศน์มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ

ในโครงการที่ดำเนินการสั้นกว่า บริการสตรีมมิ่งมีอิทธิพลต่อรูปแบบของประเภทของเนื้อหาทางโทรทัศน์ที่ได้รับมอบหมาย สตรีมเมอร์มักจะชอบซีรีส์ที่มีความยาวน้อยกว่า ซึ่งเหมาะกับนักเขียนที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมากกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรทัศน์รุ่นใหม่กำลังเผชิญกับคำถามว่าพวกเขามีประสบการณ์ตรงตามความต้องการของค่าคอมมิชชั่นระยะสั้นหรือไม่ แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของค่าคอมมิชชั่นระยะสั้นยังส่งผลกระทบต่อการผลิตและบทบาทอื่นๆ

ของทีมงานอีกด้วย มีโครงการอื่นๆ ที่ดำเนินไปพร้อม ๆ กัน ทำให้เกิดคอขวดสำหรับผู้ผลิตเพื่อให้ได้ผู้มีความสามารถที่มีประสบการณ์ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ Screen Producers Australia ระบุว่าการขาดแคลนลูกเรือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับสมาชิกของพวกเขา รายงานประกอบด้วยรายการบทบาทที่ผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์เป็นที่ต้องการอย่างกว้างขวาง

 

ได้รับการสนับสนุนจาก    ufabet เว็บตรง

Luke Eastop เป็นช่างเซรามิกรุ่นที่สามที่สร้างรูปทรงที่สวยงามในโทนสีกลาง

 เขาบอก Annie Le Santo เกี่ยวกับมรดกดินเหนียวของเขาและตั้งค่าการปฏิบัติของเขาเอง Luke Eastop เติบโตขึ้น

Luke Eastop เป็นช่างเซรามิก มาท่ามกลางกระถาง มีรูปถ่ายของเขาตอนที่ยังเป็นเด็กนั่งอยู่บนสนามหญ้าพร้อมแจกัน ‘รูปเพนกวิน’ สองใบที่ปู่ผู้ล่วงลับของเขา – เจฟฟรีย์ อีสทอป นักเซรามิกส์ที่เคารพนับถือ สร้างขึ้นในทศวรรษ 1980 ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่หยั่งรากลึกกับดินเหนียวมีมาตลอดชีวิตของลุค แต่การเดินทางสู่เซรามิกส์ยังคงเป็นเส้นทางที่ไม่เหมือนใครของเขาเอง

ถนนขั้นบันไดของ Catford ทางตะวันออกเฉียงใต้ของลอนดอนเป็นฉากหลังที่ไม่ธรรมดาสำหรับการเลี้ยงดูอย่างสร้างสรรค์ พ่อของเขา กรรมาธิการศิลปะสาธารณะ และนักเซรามิกส์ และแม่ของเขา นักบำบัดโรค

มาเปิดนิทรรศการบ่อยๆ และตกแต่งบ้านของครอบครัวด้วยงานศิลปะที่หลากหลาย “การเติบโตขึ้นมาในที่ที่ถือว่าค่อนข้างน่าเบื่อและถูกกดขี่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ” ลุคให้ความเห็น

ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ชนบทของเอคชินสเวลล์ในแฮมป์เชียร์ ที่ซึ่งเจฟฟรีย์ปู่ของเขาอาศัยและทำงาน

มีส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตของลุคด้วย ‘คุณปู่ของฉันเป็นคนสำคัญที่เข้าถึงสมาชิกครอบครัวขยายของเราทุกคน’ เขาอธิบาย ‘ฉันรู้ว่าไม่ใช่คุณปู่ของทุกคนที่เป็นช่างปั้นหม้อ แต่เซรามิกส์และดินเหนียวรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติสำหรับฉัน’ เส้นทางสร้างสรรค์ เป็นเรื่องง่ายที่จะคิดว่าลุคถูกกำหนดให้เป็นช่างปั้นหม้อตั้งแต่เริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ครั้งแรกของเขาในการสร้างหม้ออายุเจ็ดขวบก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาเลิกราไปจนโต

‘ฉันกำลังขว้างถ้วยไข่และมันก็เป็นไปด้วยดีจนกระทั่งฉันไปไกลเกินไปและทำรูที่ก้น’ เขากล่าว ‘น้ำหนักของประวัติครอบครัวของฉันเกี่ยวกับเซรามิกส์หมายความว่าฉันต้องการทำได้ดีจริงๆและนี่เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการต้องการที่จะเอาชนะความท้าทาย อย่างไรก็ตาม เครื่องปั้นดินเผาเป็นสิ่งที่พ่อกับคุณปู่ของฉันทำ ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยจริงๆ ว่าจะทำหม้อด้วยตัวเองเพื่อหาเลี้ยงชีพ’

เมื่อยังเป็นวัยรุ่น ลุคได้สำรวจเส้นทางสร้างสรรค์อื่นๆ เขาวาดภาพและรู้สึกทึ่งกับภาพกราฟฟิตี้ ซึ่งเริ่มมีความสนใจในวิชาการพิมพ์และในที่สุดก็มีอาชีพด้านการออกแบบกราฟิก เมื่ออายุ 27 ปี

เขาได้ย้ายไปฝึกเป็นเชฟและถูกครอบงำโดยไลฟ์สไตล์อันน่าหลงใหลนี้เป็นเวลาหลายปี ‘หลังจากนั้นไม่นานคุณจะกลายเป็นสถาบัน’ เขากล่าว ‘คุณทำงานหลายชั่วโมง แล้วก็มีวันหยุดสองสามวัน และสิ่งเหล่านี้ก็ใช้ไปกับการเตรียมตัวกลับไปทำงาน ฉันรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องกลับไปออกแบบแล้ว แต่ฉันก็รู้ด้วยว่าฉันไม่อยากนั่งหลังคอมพิวเตอร์ทั้งวัน”

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

รูปแบบการทำงานเซรามิกส์ของลาเซย์

ในเวลานี้ได้รับแจ้งจากรูปทรงนามธรรมของร่างกายมนุษย์ การเยื้องตรงกลางชิ้นงานของเธอ เครื่องหมายลายเซ็นของเธอ – เชิญชวนให้ผู้ใช้จับและมีส่วนร่วมกับพวกเขาในรูปแบบที่เจาะจงสำหรับมือของพวกเขาเอง

เธอรับทราบว่าเธอไม่ใช่ผู้บุกเบิกเซรามิกแบบเว้าแหว่ง แต่มีอยู่มานับพันปีแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณได้เรียนรู้ถึงขอบเขตที่เธอได้เจาะลึกกระบวนการสร้างของเธอ ความรู้สึกของความเป็นปัจเจกในงานของเธอจะชัดเจน ในอาชีพการงานของเธอ ลาเซย์ทำงานในโรงงาน สตูดิโอในสหราชอาณาจักรและต่างประเทศ และมีส่วนร่วมในโครงการทดลองและโครงการทางวิชาการทั่วโลก แม้ว่ารอยบุบจะกลายเป็นลายเซ็นของฉัน แต่ก็มีส่วนอื่น ๆ

ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวของฉัน’ เธออธิบาย “เมื่อฉันให้นักเรียนดูภาพสิ่งที่ฉันทำในอดีตซึ่งไม่ได้ทำแล้ว พวกเขาจะเห็นว่ารายละเอียดในงานของฉันในวันนี้มาจากไหน ทุกสัดส่วนเล็กน้อยหรือรายละเอียดพื้นผิวได้รับแจ้งจากประสบการณ์หลายทศวรรษกับวัสดุอื่น ๆ ในบริบทที่แตกต่างกัน 

ในช่วงฤดูร้อนหลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ลาเซย์ช่วยช่างปั้นชาวเยอรมัน Karin Putsch-Grassi ในอิตาลี ขณะช่วยเหลือที่สตูดิโอ เธอมีเวลาพัฒนาความคิดและทักษะของตนเอง “เราจะไปตลาดในฟลอเรนซ์ และฉันจะดูผู้คนซื้อเซรามิกที่ใช้งานได้จริง” เธออธิบาย ‘ปริญญาของฉันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของฉันกับวัสดุเป็นอย่างมาก จนตอนนี้ฉันไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ขั้นสุดท้ายของวัตถุกับผู้ใช้ปลายทาง’ นี่เป็นการตระหนักรู้ที่สำคัญ

และเลซีย์เริ่มเพิ่มที่จับให้กับภาชนะของเธอเพื่อเปลี่ยนให้เป็นแก้วและเหยือก ‘ฉันได้รับการเปิดเผยว่าไม่เพียง แต่ชิ้นงานของฉันมีภาษาที่สวยงามที่พูดถึงร่างกายเท่านั้น แต่ยังถูกยศาสตร์และเกี่ยวข้องกับผู้คนและร่างกายของพวกเขาด้วยวิธีการนั้นด้วย’

นับตั้งแต่การเปิดเผยดังกล่าว ลาเซย์ก็ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการออกแบบที่ Central St Martins (CSM) ซึ่งสอนในสถาบันศิลปะหลายแห่ง (รวมถึงหลักสูตร BA Cerami

s ที่ CSM) ได้เปิดธุรกิจเซรามิกที่เธอดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้ และมี เห็นสินค้าของเธอบนชั้นวางของร้านค้าปลีกระดับไฮเอนด์ ‘ในช่วงอาจารย์ของฉัน เราจะมีงานสัมมนาเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ของคุณ บางส่วนของสิ่งนี้ฉันพบว่าน่าตื่นเต้นและบางส่วนไม่สบายใจอย่างยิ่ง “เธอกล่าว ‘ฉันรู้ว่าฉันต้องการทำหลายๆ ชิ้น

สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน แต่มันเป็นช่วงกลางปี ​​2000 ซึ่งเป็นยุคของ iPod และ IKEA ฉันมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างลึกซึ้งกับเนื้อหาของฉันจนรู้สึกว่าฉันกำลังจะทำ ‘สิ่งของ’ มากขึ้นเพื่อเผยแพร่สู่โลก

ลาเซย์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Everyday อย่างระมัดระวังในปี 2550 คุณยังคงพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้บนเว็บไซต์ของเธอในปัจจุบัน เธอรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบที่จะต้องตั้งใจให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และไม่เสียเงินหรือวัสดุใดๆ ด้วยการออกแบบที่หลากหลายหรือทดลองจำนวนมหาศาลที่ลูกค้าอาจตอบรับหรือไม่ก็ได้ ชิ้นส่วนต่างๆ ถูกโยนให้บางเป็นพิเศษ แต่ทำจากสโตนแวร์ที่ใช้ไฟแรงสูง จึงมีความทนทานอย่างยิ่ง พวกเขามีความสง่างามที่เรียบง่ายและ The Conran Shop

สังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว ร้าน Conran Shop และ Everyday ขึ้นชื่อในเรื่องเครื่องใช้ในบ้านที่เป็นสัญลักษณ์ซึ่งยังคงอินเทรนด์ไม่สิ้นสุดไม่ว่าคุณจะอยู่ในทศวรรษใด ‘ฉันมั่นใจว่าฉันเป็นนักออกแบบรูปร่างเท่านั้นและฉันก็เปิดตัวชุดนี้เป็นสีขาวล้วน อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อต้องการเห็นเป็นสี” เลซีย์กล่าว ‘สถานที่ทั้งหมดที่ฉันอยากเห็นงานของฉันคือ The Conran Shop ไม่จำเป็นต้องพูดว่าฉันทำช่วงสี มีการสั่งซื้อเริ่มต้นที่ 500 ตามมาอีกเรื่อยๆ

และงานของ Lacey ยังคงสร้างความสง่างามให้กับชั้นวางของร้านในวันนี้ เพิ่มสีสำหรับองค์ประกอบที่เลือกได้สำหรับลูกค้าโดยไม่จำเป็นต้องผลิตช่วงตามฤดูกาลใหม่บ่อยๆ ‘ฉันพยายามส่งเสริมให้มีอายุยืนยาว ฉันต้องการให้ผู้คนตกหลุมรักผลงานของฉันมากกว่าที่จะมีความสัมพันธ์กับพวกเขา’ ลาเซย์อธิบาย

 

สนับสนุนโดย  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ยิ่งวูดโรว์เปิดเผยกระบวนการคิดตามสัญชาตญาณ

ยิ่งชัดเจนขึ้นว่าเธอมีจินตนาการที่น่าอิจฉา เธอนำโดยจิตใต้สำนึกของเธอและอาศัยช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจเหล่านี้สำหรับแนวคิดที่ซับซ้อนของเธอ แนวความคิดของพวกเขาเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ดิบ และไม่ประณีต

“ฉันมักจะอธิบายตัวเองว่าเป็น “นักวิจัยที่ขี้เกียจ” เพราะความคิดต่างๆ จะปรากฏในหัวของฉัน และฉันจะมอบคำมั่นสัญญากับพวกเขาโดยไม่จำเป็นต้องพัฒนามันอีก” เธออธิบาย ‘การคิดไอเดียขึ้นมาให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเวทมนตร์ มันเหมือนกับว่าไมโครเวฟจะสั่นกะทันหัน และฉันก็ไม่รู้ว่ามีบางอย่างกำลังปรุงอยู่ในนั้น’

ผลงานของวูดโรว์ได้รับการตอบรับอย่างดีจากสาธารณชนในงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ นับตั้งแต่ที่พวกเขาออกจากสตูดิโอที่เพนรินที่ต่ำต้อยของเธอ เธอพบว่าผู้คนมักแสดงความคิดเห็นว่าพวกเขาเป็น ‘เหมือนสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่น’ และเชื่อมโยงกับสื่อที่มีอยู่ เช่น แอนิเมชั่นญี่ปุ่นที่สร้างโดย Studio Ghibli เป็นที่เข้าใจได้ว่าสัตว์ที่ทำด้วยกระเบื้องของเธอจุดประกายความทรงจำอันน่าจดจำของตัวละครในวัยเด็ก นิทานและนิยาย แต่วูดโรว์ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตของเธออยู่ห่างไกล

จากจินตนาการเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในความเป็นจริงของเรา เธอสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของเธอเอง

“ผู้คนมักคิดว่างานของฉันเป็นตัวละครในเรื่องและก็ไม่เป็นไร” เธอกล่าว ‘แต่สำหรับฉันพวกเขาไม่ใช่ผู้มาเยือนจากอีกโลกหนึ่ง พวกเขามาจากโลกของเราและเสนอมุมมองที่แตกต่างออกไป’

การสำรวจใหม่ ตลอดเส้นทางด้านเซรามิกส์ของเธอ วูดโรว์ได้รักษารูปแบบทางเทคนิคของกระบวนการของเธอให้เหลือน้อยที่สุด ทำให้มีพื้นที่มากขึ้นสำหรับการรำพึงถึงความคิด โดยส่วนใหญ่ เธอใช้ดินพอร์ซเลนแบบเดียวกัน เคลือบใส และอุณหภูมิในการเผา (สูงถึง 1280˚C) ตั้งแต่เริ่มทำ ‘ฉันไม่ค่อยสนใจเคมีของเซรามิกส์’ เธออธิบาย ‘มันเป็นส่วนการแกะสลักที่ฉันชอบ’ อย่างไรก็ตาม ด้วยความกระตือรือร้นที่จะท้าทายการฝึกฝนของเธอ วูดโรว์พบว่าตัวเองมุ่งมั่นที่จะลองสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น ในปี 2020 ก่อนเกิดโรคระบาด เธอเริ่มเรียนปริญญาโทสาขาเซรามิกส์ โดยมีแคลร์ เคอร์นีน

(ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่) เป็นครูสอนพิเศษของเธอ เธอไม่ได้เรียนต่อหลังจากล็อกดาวน์

เนื่องจากเหตุผลในทางปฏิบัติ แต่เมล็ดพันธุ์ของการพัฒนาที่เย็บอยู่ที่นั่นยังคงเติบโตในสตูดิโอที่บ้านของเธอในวันนี้ ประติมากรรมที่เหมือนมนุษย์ล่าสุดของเธอผสมผสานความหลงใหลที่มีมายาวนานของเธอเข้ากับร่างกายด้วยแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับภูมิทัศน์ ตอนนี้เธอไม่ได้คิดแค่เรื่องรูปร่าง แต่ ‘การวางตัวเลขลงในภูมิประเทศ’

นอกจากนี้ เธอยังทำงานกับสโตนแวร์เพื่อขยายขนาด และเธอตั้งข้อสังเกตว่าการสร้างชิ้นที่ใหญ่ขึ้นนั้นท้าทายวิธีที่เธอทดลองและทดสอบแล้วในการยึดมั่นในแนวคิดตั้งแต่การปฏิสนธิไปจนถึงความสมบูรณ์ การทำงานในขนาดที่ใหญ่ขึ้นอาจหมายถึงการปรับการออกแบบเพื่อความสมดุลและการใช้งานจริง กระบวนการที่วูดโรว์ต้อง ‘มีอยู่มากขึ้น’ กับชิ้นงาน ‘มีความกลัวอยู่เสมอว่าสิ่งใหม่ๆ จะไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่างานก่อนหน้าของฉัน แต่สิ่งที่คุณทำได้ในฐานะศิลปินคือลองดู’ เธอกล่าว

มีสิ่งหนึ่งที่ Woodrow สามารถวางใจได้เสมอ จนถึงจุดที่แทบจะไม่สำคัญว่าจะได้รับงานใหม่ของเธออย่างไร เป็นที่แน่ชัดว่าเธอจะต้องสนุกกับการทำมัน ‘ฉันชอบกระบวนการนี้จริงๆ’ เธอกล่าว ‘มันเกือบจะไร้สาระที่ฉันชอบดินเหนียวม้วน ฉันต้องทำมันมาหลายชั่วโมงตลอดชีวิตแล้ว แต่ฉันก็ยังรักมัน’

 

สนับสนุนโดย  gclub

อิทธิพลทางศาสนาต่อศิลปะเกาหลี

ในเกาหลี การวาดภาพทิวทัศน์ แทนที่จะเป็นภาพวาดหรือภาพวาดประวัติศาสตร์ในโลกตะวันตก กลายเป็นรูปแบบที่โดดเด่นในส่วนหนึ่งเพราะธรรมชาติถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัญลักษณ์ของทั้งส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์และจิตวิญญาณที่สูงขึ้น แนวความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติดังกล่าวยังได้รับการแบ่งปันโดยจีนและญี่ปุ่น

โดยแต่ละวัฒนธรรมจะพัฒนาปรัชญาและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกันในรูปแบบต่างๆ ด้วยอุดมคติอันสูงส่งที่แนบมากับภาพนี้ การถ่ายโอนธรรมชาติหรือภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่และเหนือกว่านี้ลงบนพื้นผิวสองมิติจึงเป็นความท้าทายสำหรับศิลปินที่จะยกระดับตำแหน่งของการวาดภาพทิวทัศน์

อีกเหตุผลหนึ่งที่การวาดภาพทิวทัศน์กลายเป็นรูปแบบศิลปะที่เหนือกว่าในเกาหลีก็คือการครอบงำของลัทธิขงจื๊อและลัทธิขงจื๊อนีโอซึ่งนำมาจากประเทศจีน ปรัชญานี้กำหนด เหนือสิ่งอื่นใด การฝึกฝนสติปัญญาและความอ่อนน้อมถ่อมตน ศาสนาต่อศิลปะเกาหลี

เมื่อแปลเป็นงานศิลปะแล้ว หมายความว่ารูปภาพของร่างมนุษย์ ร่างกาย, กิจกรรมทางโลกของมนุษย์, แม้แต่ตอนประวัติศาสตร์ที่เน้นไปที่กิจกรรมของมนุษย์หรือความสำเร็จ เป็นภาพรอง แต่การวาดภาพทิวทัศน์กลับกลายเป็นวิธีการสำหรับการสำรวจและแสดงออกถึงสติปัญญาและโลกที่กว้างกว่ามนุษย์ จนกระทั่งศตวรรษที่สิบแปด กับการเติบโตของประเภทจิตรกรรม การวาดภาพเหมือนกลายเป็นสิ่งสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะเกาหลี

การวาดภาพทิวทัศน์ไม่ได้เกิดขึ้นทันที การพรรณนาภูมิทัศน์ที่เก่าแก่ที่สุดในเกาหลีจากยุคสามก๊ก (57 ปีก่อนคริสตกาล–668 AD) ปรากฏเป็นองค์ประกอบพื้นหลังพื้นฐาน ไม่ใช่เป็นประเภทจิตรกรรมอิสระ ตัวอย่างเช่น ในภาพวาดฝาผนังหลุมศพของศตวรรษที่ 5 เราเห็นภูเขาหรือต้นไม้ที่แยกตัวอยู่รอบๆ ร่างต่างๆ เช่น การล่าสัตว์ ร่างมนุษย์และภูมิทัศน์ประกอบกันเป็นภาพรวมทั้งหมด

ระหว่างช่วงโคเรียว (918–1392) จิตรกรรมภูมิทัศน์และภาพวาดโดยทั่วไปเบ่งบานอย่างรวดเร็วราวกับเป็นศิลปะในแบบของมันเอง วิวัฒนาการนี้ควบคู่ไปกับการพัฒนาในราชวงศ์ซ่งของจีน (960–1279) ซองและโคเรียวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างการแลกเปลี่ยนทางการฑูตและวัฒนธรรมบ่อยครั้ง เช่นเดียวกับในภาพวาดของ Northern Song ภาพวาดภูมิทัศน์ขนาดมหึมาภาพที่แสดงถึงภูเขาขนาดมหึมาและสื่อถึงความน่าเกรงขามในธรรมชาติกลายเป็นที่นิยมใน Koryo

น่าเสียดายที่มีตัวอย่างการวาดภาพทิวทัศน์ในช่วงเวลานี้ค่อนข้างน้อย ซึ่งทำให้ยากสำหรับเราในปัจจุบันที่จะประเมินการพัฒนาและความสำเร็จอย่างเต็มที่

กว่าห้าศตวรรษของยุคโชซอนของเกาหลี (1392–1910) ละครวาดภาพทิวทัศน์ได้ขยายออกไป ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ยังหลงเหลืออยู่ โรงเรียนจิตรกรรมภูมิทัศน์สองแห่งมีความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงสมัยโชซอน

หนึ่งในนั้นนำโดย An Kyon ศิลปินในราชสำนักในศตวรรษที่สิบห้า ภาพวาดภูมิทัศน์ของเขาดัดแปลงและเปลี่ยนองค์ประกอบโวหารและแนวความคิดของภูมิทัศน์เพลงเหนือแบบเก่าและทำให้รูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์สมบูรณ์แบบ เขาเล่นกับองค์ประกอบที่เป็นนวัตกรรมและโดดเด่นที่ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมของพื้นที่และเวลาในการวาดภาพ พู่กันที่โดดเด่นของเขาถูกคัดลอกและดัดแปลงโดยผู้ติดตามของเขาที่ยังคงประเพณีต่อไปแม้หลังจากเวลาของเขา

โรงเรียนใหญ่หรือรูปแบบการวาดภาพทิวทัศน์อื่น ๆ เกิดขึ้นในศตวรรษที่สิบแปด นำโดยศิลปินเอกช่องสน ภูมิทัศน์แบบ “True-View” ของเขาได้ปฏิวัติแนวคิดทั้งหมดของการวาดภาพทิวทัศน์ในประเทศเกาหลี ก่อนหน้านั้น การวาดภาพทิวทัศน์เป็นแนวคิดที่เป็นนามธรรม: ทิวทัศน์ที่พรรณนามักจะไม่ใช่ทิวทัศน์ที่แท้จริง หรือแม้แต่ปฏิกิริยาส่วนตัวหรืออารมณ์ของศิลปินต่อภูมิทัศน์ที่มีอยู่ แต่เป็นธรรมชาติตามที่คิดไว้ในจิตใจของศิลปิน ภาพวาดของ Chong Son

แสดงถึงทัศนียภาพที่มีชื่อเสียงในเกาหลี ทั้งสถานที่ทาสีก่อนหน้านี้ เช่น Kumgang Mountainan และสถานที่อื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นหัวข้อของการวาดภาพทิวทัศน์ และได้แสดงในลักษณะที่แสดงให้เห็นภูมิทัศน์ที่เป็นจริง มีเกียรติ และเป็นส่วนตัวไปพร้อม ๆ กัน ความสำเร็จของการวาดภาพทิวทัศน์แบบ True View อยู่ที่ความสามารถในการทำให้เกิดแก่นแท้ของทั้งทิวทัศน์ภูมิทัศน์พื้นเมืองและความอ่อนไหวของธรรมชาติ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

mprovisational Beat

 กวีนิพนธ์ ซึ่งเป็นรูปแบบการเขียนที่แตกต่างอย่างมากจากรูปแบบที่ตรวจสอบข้างต้น ได้รับอิทธิพลจากดนตรีแจ๊สในช่วงเวลานี้เช่นกัน Bob Kaufman กวีที่รู้จักการแสดงกวีนิพนธ์แบบด้นสดของเขา (คำที่ไม่ค่อยได้เขียน)

mprovisational Beat มีอิทธิพลอย่างมากจาก Charlie Parker นักเป่าแซ็กโซโฟนอัลโต กวีนิพนธ์ของ Kaufman มีลักษณะเฉพาะด้วยภาพที่ปะติดปะต่อกัน ซึ่งเป็นจินตนาการทางวรรณกรรมเกี่ยวกับการจับแพะชนแกะของเสียงที่ทำโดยวงดนตรีแจ๊ส บทกวีที่โด่งดังที่สุดของคอฟมันเรื่อง “Crootey Songo” ชวนให้นึกถึงการนั่งยอง ดังที่นักร้องจะได้ยินในการแสดง

ซึ่งรวมถึงเอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ หนึ่งในปรมาจารย์ด้านการร้องเพลงหลังยุคสวิง (M. Harvey, “End of an Era Stars, Small Groups”, 25 ตุลาคม 2016) ด้วยบรรทัดเช่นการเปิด “Derrat slegelations, flo goof baber” Kaufman สร้างพยางค์ที่ชวนให้นึกถึงความหมายหรืออย่างน้อยก็มีระดับการจัดระดับที่สูงกว่าพยางค์สุ่ม ไม่ต่างจากการแสดงด้นสดของศิลปินเดี่ยวในดนตรีแจ๊ส 

ผลงานใหม่และการมีส่วนร่วมของเยาวชนในช่วงการเคลื่อนไหวของศิลปะสีดำ หลังจากแรงผลักดันที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทศวรรษ 1960 เป็นช่วงเวลาที่งานวรรณกรรมที่หลากหลายถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อดนตรีแจ๊ส ขบวนการศิลปะดำซึ่งเป็นจุดสำคัญในการพัฒนาวัฒนธรรมแอฟริกันอเมริกันในสหรัฐอเมริกาเป็นโอกาสสำหรับนักเขียนผิวดำวัยหนุ่มสาวจำนวนมากที่จะปรากฏตัวในฉากวรรณกรรม ในบรรดากวีเหล่านี้มีกวีที่มักจะดึงเอาดนตรีแจ๊สเข้ามามีอิทธิพลในลักษณะที่คล้ายคลึงกับวรรณกรรมรุ่นก่อน

การเขียนบทกวีโดยเฉพาะสำหรับศิลปินแจ๊สโดยเฉพาะหรือเลียนแบบคุณสมบัติทางดนตรีของแจ๊สจากรูปทรงไปสู่กระแสหรือการผสมผสานของเครื่องดนตรีโดยเฉพาะ เนื้อหาที่สำคัญพอๆ กับงานวรรณกรรมที่สร้างขึ้นในช่วงเวลานี้ก็คือความสำคัญของการมีส่วนร่วมของเยาวชนกับดนตรีแจ๊สในขณะนั้น

เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางศิลปะและทางปัญญาที่มากขึ้น ดนตรีแจ๊สจึงดึงดูดใจและมีความสำคัญต่อคนหนุ่มสาวในลักษณะที่ ไม่ได้รู้สึกในทศวรรษที่ผ่านมา กุญแจสำคัญประการหนึ่งในการแนะนำเด็กอเมริกันอายุน้อยให้รู้จักดนตรีแจ๊สผ่านงานเขียนของเขาคือ Amiri Baraka ซึ่งผลงานที่มีชื่อเสียง ได้แก่ คอลเลกชันของบทความชื่อ Black Music ซึ่งเน้นที่ดนตรีแจ๊สเชิงทดลอง

การเน้นย้ำถึงอิทธิพลของขบวนการ Black Arts ไม่ได้หมายความว่าศิลปินที่ไม่เกี่ยวข้องนั้นไม่สำคัญในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ตัวอย่างเช่น กวี Michael S. Harper ยังคงเป็นหนึ่งในนักเขียนแจ๊สที่อ่านดีที่สุดแม้กระทั่งทุกวันนี้ Feinstein แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลของ Harper ว่า “Harper กลายเป็นกวีแจ๊สที่โดดเด่นแห่งทศวรรษ 1970 และ Dear John, Dear Coltrane ยังคงเป็นหนึ่งในหนังสือบทกวีที่มีส่วนร่วมมากที่สุดโดยเน้นที่ดนตรีแจ๊ส ความสำคัญโดยรวมของเขาในประวัติศาสตร์ของกวีแจ๊ส ไม่สามารถพูดเกินจริงได้” (ไฟน์สไตน์, 39).

“Dear John, Dear Coltrane” บทกวีนี้แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลของ Harper ที่มีต่อ John Coltrane และรวมถึงการกล่าวซ้ำ ๆ ของคำว่า “a love supreme, a love supreme” บรรทัดจากอัลบั้มแลนด์มาร์คของ Coltrane ในปี 1965 ที่มีชื่อเดียวกัน ในบทกวีนี้ Harper เชื่อมโยงประวัติชีวิตของ Coltrane อย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาดนตรีแจ๊สในชีวิตในเมืองในศตวรรษที่ 20 ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นศูนย์กลางของ Coltrane ในช่วงเวลานี้ มีข้อสังเกตในบรรทัดที่ 19-24 ของบทกวี

 

สนับสนุนโดย    ทางเข้า ufabet มือ ถือ