Category: ตำนาน

ตุ๊กตากลางบึงในรัฐ อลาบาม่า 

 ในปี 2014  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการพบเห็นสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นในบึงแห่งหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ตั้งของรัฐ อลาบาม่า ประเทศสหรัฐอเมริกา   ซึ่งตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานและเข้าไปเจอนั้น ที่บึ่งดังกล่าวปรากฏว่ามีใครก็ไม่รู้ได้นำตุ๊กตามาผูกติดกับไม้ไผ่ แล้วได้นำตุ๊กตาเหล่านั้นไปปักไว้ตรงบริเวณกลางบึง

ซึ่งตุ๊กตาที่ถูกนำมาปักนั้นมีทั้งหมด 21 ตัวด้วยกัน และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวพบว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของบริษัทๆ หนึ่งที่เปิดกิจการทำเกี่ยวกับไม้ ซึ่งทางด้านเจ้าของที่เองก็บอกว่าพวกเขาเองก็เห็นว่าตุ๊กตาทั้ง 21 ตัวนั้นถูกนำมาผูกติดกับไม้แล้วนำมาปักเอาไว้ที่กลางบึงแห่งนี้นานแล้ว

แต่ไม่ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะไม่ได้มีเรื่องอะไร ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามที่จะติดตามหาว่าใครกันที่นำตุ๊กตาทั้ง 21 ตัวนั้นไปไว้ในบึงแต่ก็ไม่สามารถค้นหาข้อมูลเจอได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้เพียงแค่ เอาตุ๊กตาทั้งหมดขึ้นมาเท่านั้น  และก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการนำตุ๊กตาทั้งหมดขึ้นมาจากบึงนั้น

ชาวบ้านบริเวณดังกล่าวเล่าว่า พวกเขามักจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนมาจากทางด้านกลางบึงดังกล่าวและยังเคยมีชาวบ้านบางคนก็เคยพบเห็นดวงไฟประหลาดลอยอยู่ที่บริเวณกลางบึงอีกด้วย และบางคนก็เห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คนอยู่แถวบริเวณกลางบึงเช่นเดียวกัน ซึ่งที่บึงแห่งนี้มีเรื่องเล่าน่ากลัวที่ชาวบ้านมักจะพบเห็นกันอยู่เป็นประจำนั่นเอง

  ซึ่งที่บึงแห่งนี้ยังมีตำนานเล่ากันอีกว่า จะมีดวงวิญญาณของคุณแม่คนหนึ่งที่จะคอยวนเวียนตามหาลูกลูกของเธออยู่ใกล้ใกล้กับบริเวณบึงแห่งนี้เพราะว่าลูกลูกของเธอหลงทางหายไป และทำให้วิญญาณของเธอนั้นไม่ยอมไปผุดไปเกิด และยังมีตำนานบอกอีกว่าที่บึงแห่งนี้จะเป็นบึงน้ำศักดิ์สิทธิ์และหากใครก็ตามที่นำน้ำในบึงนี้ไปดื่มกิน

จะทำให้คนทีดื่มน้ำในบึงแห่งนี้มีชีวิตที่เป็นอัมตะนิรันดร์ แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำตุ๊กตาทั้ง 21 ตัวขึ้นมาจากหนองน้ำหรือในบึงดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านบอกว่าพวกเขาก็ไม่เคยได้ยินเสียงร้องโหยหวน และไม่เคยเห็นลูกไฟ หรือแม้แต่สิ่งแปลกประหลาดที่ลอยไปมาที่บึงน้ำแห่งนั้นอีกเลย

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างมากทีเดียว แต่ตามตำนานไม่ได้บอกว่า สุดท้ายแล้วตุ๊กตาทั้ง 21 ตัวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำขึ้นมาจากบึงนั้น พวกเขานำตุ๊กตาเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน และที่อยู่ใหม่ของตุ๊กตาพวกนั้น มีใครได้พบเห็นสิ่งประหลาดหรือได้ยินเสียงร้องโหยหวนหรือไม่

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  sa gaming สูตร

ตึกร้างไฮแลนด์ทาวเวอร์ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย

          สำหรับเรื่องราวที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่พูดถึงกันมากในประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นตำนานที่พูดถึงความน่ากลัวของอาคารแห่งหนึ่งที่เคยโดดเด่นและสวยงามในประเทศมาเลเซียอย่างมากโดยตึกดังกล่าวนั้นชื่อว่าไฮแลนด์ทาวเวอร์ซึ่งตึกดังกล่าวนั้นจะมีการสร้างไว้ 2 ตึกคู่กัน

โดยคนที่จะมาอาศัยอยู่ในตึกนี้จะต้องเป็นคนที่มีเงินและมีฐานะเนื่องจากว่าตึกนี้ค่อนข้างหรูและราคาแพงอย่างไรก็ตามเมื่อประมาณปีคริสตศักราช 1993 ตึกแกรนด์ทาวเวอร์ 1 ใน 2 ตึกนั้นได้เกิดถล่มลงมาและทำให้มีคนล้มตายเป็นจำนวนมากจากการตึกถล่มในครั้งนั้นและเมื่อทั้งรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ได้มีการเก็บกู้ซากตึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อีกตึกที่เหลือที่เป็นตึกฝาแฝดคู่กันก็รกร้างทันทีเนื่องจากว่าผู้คนไม่กล้าอยู่อาศัยเพราะเกรงว่าตึกจะถล่มลงมาเหมือนกับตึกคู่แฝดนั่นเองทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตึกทาวเวอร์ที่ยังเหลืออีก 1 ตึกนั้นถูกปล่อยให้รกร้างและไม่มีคนอยู่อาศัยและตามความเชื่อของคนในสมัยโบราณต่างก็เชื่อกันว่าหากตึกถูกปล่อยทิ้งรกร้างไม่มีใครดูแลหรืออยู่อาศัย

ก็จะทำให้เหล่าวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายนั้นเข้าไปอยู่และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของตำนานผีที่สิงสถิตอยู่ในตึกแกรนด์ทาวเวอร์แห่งนี้ โดยมีการเล่าขานถึงความน่ากลัวของผีที่ตึกแกรนด์ทาวเวอร์ว่ามีแท็กซี่คนหนึ่งได้มีการรับผู้โดยสารคนหนึ่งขึ้นแท็กซี่มาโดยเธอบอกให้แท็กซี่คนดังกล่าวนั้นไปส่งเธอที่ Hi Land Tower

ซึ่งแท็กซี่ก็ได้คุยกับผู้โดยสารสาวว่าที่ไฮแลนด์ Tower นั้นปัจจุบันกลายเป็นอาคารร้างแล้วไม่มีคนอยู่อาศัยและเขายังถามเธอด้วยว่าเธอจะไปที่นั่นทำไมซึ่งเธอก็ได้ตอบกลับแท็กซี่คนดังกล่าวไปว่าที่เธอต้องการเดินทางไปที่นั่นเนื่องจากว่าแขนและขาของเธอยังคงอยู่ที่นั่นเธอต้องการที่จะไปตามแขนขาของเธอกลับคืนมาและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านต่างก็ร่ำลือกันถึงความเฮี้ยนของผีสาวที่อาศัยอยู่ที่ตึกแกรนด์ทาวเวอร์และนับตั้งแต่นั้นก็ไม่มีใครที่จะกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวที่ตึกนั้นกันอีกเลยทำให้ตึกร้างแห่งนั้นยังคงปิดล้างมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง 

     สำหรับเหตุการณ์เรื่องราวนี้เป็นเรื่องเล่าที่มีการเล่าต่อๆกันมาของคนในพื้นที่เท่านั้นซึ่งคนรุ่นหลังอย่างเราก็คงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่เพราะปัจจุบันนี้ก็ไม่มีใครที่ได้เห็นวิญญาณผีสาวตอนนั้นอีกเลยหรือที่ไม่เห็นเพราะว่าไม่มีใครกล้าจะเข้าไปที่นั่นหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    ีดฟิำะ

ตำนานผีตาฮก

  ที่อำเภอพุนพินจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีตำนานที่พูดถึงชายชราคนหนึ่งชื่อว่าตาฮก โดยตาฮกนั้นมีอาชีพหาปลาขายซึ่งเขาจะทำการทอดแหอยู่บริเวณคลอง นายพราง ซึ่งตาฮกนั้นมีลูกชายอยู่คนหนึ่งที่ชื่อว่านายนุ้ย

อยู่มาวันหนึ่งตาฮกและนายนุ้ยลูกชายของเขาได้ออกไปทอดแหหาปลาตามปกติ ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นถือว่าวันนั้นเป็นวันที่โชคดีของตาฮกและลูกชายเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าทุกครั้งที่มีการทอดแหลงไปพวกเขาก็จะได้ปลาเป็นจำนวนมากและในการทอดแหครั้งสุดท้ายในวันนั้นนั่นเองปรากฏว่าระหว่างที่มีการเก็บปลาที่ติดแหอยู่นั้นได้มีจระเข้ตัวใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่ง

กระโจนเข้าใส่ร่างตาฮก และฟันของจระเข้ตัวดังกล่าวก็งับเข้าที่กลางลำตัวของตาฮกทันที ทำให้ตาฮกถูกตัดออกเป็น 2 ท่อนครึ่งท่อนล่างของลำตัวนั้นตกอยู่ในเรือ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ลูกชายของตาฮกซึ่งนั่งอยู่ในเรือลำดังกล่าวด้วยเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเขาตกใจมากและรีบพายเรือกลับบ้านทันที

โดยมีร่างกายของตา ฮกท่อนล่างติดมาบนเรือด้วย เมื่อกลับมาถึงบ้านลูกชายของตาฮกก็จัดงานศพให้กับสาวกและในวันสุดท้ายของการจัดงานศพนั้นในนุ้ยก็ได้มีการประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้ทั่วกันว่าเขาจะเลิกทำมาหากินด้วยการหาปลาตลอดชีวิต

หลังจากนั้นนายนุ้ยก็เดินทางไปอาศัยอยู่กับญาติที่จังหวัดอื่นและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยมีใครรู้ข่าวคราวของนายนุ้ยอีกเลย ถึงแม้ว่าเรื่องราวของนายนุ้ยจะไม่มีใครเคยได้ยินหลังจากนั้นแต่เรื่องราวของตาฮกนับตั้งแต่เสียชีวิตนั้นกลับมีคนพูดถึงกันเป็นจำนวนมากโดยมีการเล่าเรื่องราวผีของตาฮกว่าค่อนข้างเฮี้ยนผู้คนที่พากันออกเรือไปหาปลานอกจากจะต้องกลัวว่าจะต้อง

เจอกับจระเข้ตัวดังกล่าวที่จะมาคอยกัดกินจนเองแล้วยังต้องกลัวผีตาฮกที่ออกอาละวาดอีกด้วย โดยมีการเล่าถึงความเฮี้ยนของผีตา 6 ว่าหลังจากที่มีการจัดงานศพไปแล้ว 7 วันนับตั้งแต่นั้นชาวบ้านก็มักจะได้ยินเสียงเรือของตาฮกที่เคยใช้หาปลาอยู่เป็นประจำมีเสียงดังอี๊ดอ๊าดอยู่ตลอดเวลาและบางครั้งก็ได้ยินเสียงคล้ายกับไม้กระดานกระทบน้ำ

ซึ่งหลายคนได้ไปลองพิสูจน์ดูแล้วก็ไม่พบว่าจะมีเรือของใครมารออยู่ตรงนั้นแต่ในทุกค่ำคืนชาวบ้านก็จะได้ยินเสียงเช่นนี้อยู่เป็นประจำจึงทำให้หลายคนนั้นเชื่อกันว่าเสียงดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสียงของวิญญาณตาฮกที่นำเรือลงน้ำเพื่อที่จะออกไปหาปลาเหมือนกับตอนที่เราฮกนั้นยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตามเรื่องราวของความเฮี้ยนของผีตาฮกนั้นยังมีการพูดถึงกันอยู่จนถึงทุกวันนี้หากใครไปที่หมู่บ้านที่ตาฮกอาศัยอยู่ก็จะได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่พูดถึงความเห็นของผีตาฮกให้ฟังอยู่เป็นประจำนั่นเอง 

     

สนับสนุนโดย  ufabet บาคาร่าออนไลน์

ต้นกำเนิดดอกกุหลาบ นางมัทนาพาทา

ในสรวงสวรรค์ชั้นที่เจ็ดได้มีนางฟ้านางหนึ่งซึ้งมีนางฟ้านางนี้นั้นมีหน้าตาที่สะสวยงดงามเป็นอย่างมาก ใครที่เห็นนางนั้นต่างก็ต้องตกหลุมรักนางแต่ไม่เคยมีใครคนไหนเลยที่นางนั้นจะอยากแต่งงานด้วย

โดยหนึ่งในคนที่หลงรักนางนั้นก็คือพระองค์อินทร์ซึ้งทรงตกหลุมรักนางแรกพบมีอยู่วันหนึ่งที่พระองค์อินทร์นั้นตัดสินใจว่าในวันนี้นั้นพระองค์อินทร์ตัดสินใจว่าระองค์นั้นจะทรงของนางแต่งงาน หลังจากนั้นพระองค์จึงได้เรียกให้นางฟ้าที่พระองค์อินทร์นั้นชอบมาหาซึงนางฟ้าคนนั้นมีชื่อว่านางมัทนา

โดยพระองค์อินทร์นั้นได้บอกนางมัทนาว่าพระองค์นั้นต้องการที่จะแต่งงานกับนางมัทราแต่นางมัทรานั้นกลับรีบตอบว่า “ ข้านั้นไม่ได้รักท่าน ข้าว่าท่านนั้นไปรักผู้อื่นเถิด หากคนไม่รักกันยังไงก็ไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกันได้ ซึ้งที่ข้าพูดมานั้นก็หมายถึงพระองค์กับข้าที่ไม่ได้คู่กัน” เมื่อพระองค์อินทร์ได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า “ในเมี่อเจ้านั้นไม่ได้รักข้า

เจ้าก็จะไม่ได้รักใคร เมื่อไหร่ที่เจ้ายอมแต่งงานกับข้า ข้าจึงจะเสกให้เจ้านั้นกลับเป็นเหมือนเดิม” และพระองค์อินทร์ก็ได้เสกให้นางมัทนากลายเป็นดอกไม้ที่ไม่มีใครรู้จักโดยได้กลายเป็นดอกกุหลาบ  โดยพระองค์อินทร์นั้นยังบอกกับนางมัทนาอีกว่า “ในทุกๆวันเพ็ญเจ้าจะกลายร่างเป็นมนุษย์” สิ้นคำพูดนางมัทนาก็ได้ไปเป็นดอกกุหลาบบนโลกมนุษย์

โดยหลังจากนั้นรถเสนได้เดินทางเข้าไปในป่าและผ่านไปในจุดที่มีดอกกุหลาบอยู่ซึ้งดอกกุหลาบนั้นก็คือนางมัทนานั้นเอง นางมัทนานั้นตกหลุมรักรถเสนตั้งแต่แรกพบแต่ไม่ว่านางจะทำอย่างไรรถเสนก็ไม่ได้ยินคำพูดของนาง สุดท้ายนางจึงได้ขอร้องให้พระองค์อินทร์ทรงช่วยเหลือให้นางกลับไปเป็นมนุษย์อีกครั้ง

ซึ้งพระอินทร์ก็ตอบตกลงแต่ให้ข้อเสนอว่าถ้าช่วยแล้วนางมัทนาจะต้องแต่งงานกับพระอินทร์แต่ด้วยความที่นางนั้นไม่ได้รักพระองค์นางจึงไม่ยอมแต่งงานกับพระองค์ เพราะโกรธพระอินทร์จึงได้ร่ายคำสาปให้นางมัทนากลายเป็นดอกกุหลาบตลอดไป โดยหลังจากนั้นรถเสนก็ได้รู้เรื่องราวจากฤษีว่านางมัทนานั้นรักเขามากเพียงใดเขาจึงได้ไปหาดอกกุหลาบ

ซึ้งก็คือนางมัทนาและขุดต้นกุหลาบขึ้นมาเพื่อขอร้องให้พระฤษีนั้นช่วยเหลือโดยการเสกให้ดอกกุหลาบนั้นจะไม่ตายจนกว่าพระองค์จะตาย ด้วยความสงสารฤษีจึงเสกตามที่รถเสนได้ขอเอาไว้หลังจากนั้นดอกกุหลาบก็เริ่มมีหลายสายพันธ์มากขึ้นจนกลายเป็นดอกไม้ที่เรารู้จักกันนั้นเอง ค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลองเล่น

ตำนานเกาะผีสิง Poveglia 

ตำนานเกาะผีสิง Poveglia 

        ตำนานเกาะผีสิง Poveglia  ในประเทศอิตาลี ที่ทะเลสาบเวเนเชี่ยน จะมีเกาะขนาดเล็กอยู่เกาะหนึ่ง มีชื่อว่า เกาะ Poveglia ในสมัยอดีตกาลนั้นช่วงเวลาราวศตวรรษที่ 5 ที่เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่คนประเทศอิตาลีกลุ่มหนึ่งได้มีการใช้เป็นเกาะเอาไว้สำหรับในการลี้ภัย ในช่วงที่มีการเกิดศึกสงคราม

ซึ่งชาวบ้านได้หนีมาอาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้เราต้องการที่จะหนีจากการรุกรานจากประเทศมหาอำนาจที่พากันมารุกรานประเทศอิตาลีและมาบังคับขู่เข็ญและทำร้ายชาวเมือง ชาวเมืองได้มีการพากันพายเรือหลบหนีมาอาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้ โดยมีการนำเด็กและสตรีมาอยู่อาศัยและมาสร้างที่อยู่อาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้กัน

โดยช่วงในศตวรรษที่ 7  ชาวเมืองได้มีการพากันสร้างป้อมปราการเอาไว้เพื่อป้องกันภัย พื้นที่บริเวณรอบทะเลสาบ ต่อมาใน ปีค.ศ 1713ได้มีการเกิดโรคระบาดขึ้นและได้มีเรือลอยเข้ามาติดที่บริเวณเกาะ Poveglia แห่งนี้ ทำให้เชื้อโรคที่มาพร้อมกับเรือที่มาติดเกาะนั้นแพร่ระบาดสู่คนที่อยู่บนเกาะทั้งหมดซึ่งโรคดังกล่าวนั้นก็คือโรคกาฬโรคนั่นเอง

และเชื้อโรคชนิดนี้ยังแพร่ระบาดไปทั่วทั้งบริเวณในโซนยุโรปอีกด้วย และชาวบ้านที่อยู่บนฝั่งเมื่อใครก็ตามที่เป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ กาฬโรค หรือแม้แต่ใครก็ตามที่ติดเชื้อกาฬโรค แล้วคนที่ติดเชื้อกาฬโรคและผู้ต้องสงสัยทั้งหมดจะถูกส่งไปทิ้งไว้ที่เกาะ  Poveglia  เพราะชาวเมืองไม่ต้องการให้มีการแพร่กระจายเชื้อโรคไปที่อื่น

จึงทำให้ตัดสินใจกันว่า ที่เกาะ  Poveglia แห่งนี้จะเป็นที่กักกันคนที่เป็นโรคกาฬโรคนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าจากการระบาดนั้นทำให้มีจำนวนผู้ที่ติดเชื้อกาฬโรคเป็นจำนวนมากโดยมีการคาดการณ์กันว่าจำนวนผู้ที่ติดเชื้อกามโรคที่อยู่บนเกาะ  Povegliaนั้นมีจำนวนมากถึง หนึ่งแสนหกหมื่นคนเลยทีเดียว 

และเป็นที่รู้กันว่าใครก็ตามถูกส่งตัวมาไว้ที่เกาะ  Poveglia แห่งนี้แล้วแล้วก็พวกเขาจะไม่สามารถเดินทางกลับไปยังพื้นแผ่นดินได้อีกและที่เกาะ   Poveglia อย่างนี้ก็กลายเป็นสุสานที่เอาไว้ฝังศพของผู้ที่ติดเชื้อกาฬโรคจำนวนทั้งสิ้นหนึ่งแสนหกหมื่นคนนั่นเอง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงไม่มีใครกล้าเดินทางมาที่เกาะ  Poveglia แห่งนี้ถ้าไม่จำเป็น และนับตั้งแต่เกาะนี้ถูกทิ้งร้าง หากใครก็ตามที่พายเรือมาใกล้กับเกาะ  Poveglia ก็มักจะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือมาจากเกาะ

จนกลายเป็นที่ร่ำลือกันว่าเกาะนี้คือเกาะผีสิง แต่ต่อมาในปี 1972 รัฐบาลอิตาลีได้มีการปรับเปลี่ยนที่ดินบนเกาะแห่งนี้ให้เป็นโรงพยาบาลจิตเวช และนับตั้งแต่นำผู้ป่วยมาไว้ที่เกาะแห่งนี้ในช่วงเวลายามค่ำคืนมักจะมีผู้ป่วยจิตเวชส่งเสียงกรีดร้องกันอยู่เป็นประจำ จนทำให้ทั้งคุณหมอและผู้คุมที่คอยดูแลผู้ป่วยจิตเวชต่างก็สติแตกกันไปตามๆกัน

เกิดการทุบตีผู้ป่วยและบางคนก็ลาออกและไม่มีการเปิดรับสมัครคุณหมอและเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยก็ไม่มีใครกล้าที่จะมาสมัครงานที่นี่จนในที่สุดโรงพยาบาลจิตเวชแห่งนี้จึงต้องปิดตัวลง สำหรับในปัจจุบันนี้นั้นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ได้มีการถูกปรับเปลี่ยนออกมาใหม่ให้มีความสวยงามและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

ตำนานหลวงพ่อผู้ฉันขี้ไก่ 

ตำนานหลวงพ่อผู้ฉันขี้ไก่ 

ตำนานหลวงพ่อผู้ฉันขี้ไก่  เมื่อหลายสิบปีที่แล้วแม่เขาแห่งหนึ่งมีหลวงตากับเณร 2 คนที่เป็นลูกศิษย์ของท่านพระและเณรนั้นอาศัยอยู่ด้วยกันมีอยู่วันหนึ่งที่มีชาวบ้านมานิมนต์หลวงตาให้ไปที่บ้านเพราะว่ามีงานใหญ่แล้วจะชวนหลงตาไปทำพิธีหลวงตาก็เลยสั่งให้เด็กๆนั้นพากันอยู่ที่กุฏิไม่ว่าจะยังไงก็ออกไปเล่นที่ไหนนะ

ห้ามปล่อยให้ไก่ที่เลี้ยงเอาไว้ขึ้นมาที่หรือมาเยี่ยวบนกุฏิโดยเด็ดขาด หลังจากนั้น เณรน้อย ก็คิดว่าจะแกล้งหลวงตาอ้อยหวานซึ่งมีรสชาติที่หวานกลมกล่อม หลังจากนั้นพวกเณรน้อยทั้งสองก็พากันนำมาวางไปจนทั่วกุฏิจนทั่วทั้งกุฏิตอนนี้สกปรกไปหมดและหลังจากนั้นนอกจากเหล่าเณรน้อยทั้งสองจะทำกุฏิสกปรกแล้วยังไม่ทำความสะอาด

แต่กลับชวนกันไปเล่นด้านหลังกุฏิหลังจากนั้นทั้งสองก็เดินไปที่ด้านหลังกุฏินะถ้าจะเล่นกันเป็นเวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงผ่านไป หลวงตาหลังจากที่ได้ไปทำพิธีให้กับชาวบ้านเสร็จก็ได้เดินทางกลับมาเมื่อหาเณร 2 องค์ไม่เจอทำให้หลวงตาก็พยายามหยิบไม้ขึ้นมาเพื่อที่จะนำไปตีเณรทั้งสองบนกุฏิเมื่อเดินขึ้นไปบนกุฏิหลวงตานั้น

ก็ต้องยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่เนื่องจากในกุฏินั้นมีสิ่งสกปรกมากมายซึ่งนำ้อ้อยที่เหล่าเณรได้ทำการวางไว้ทั่วพื้นนั้นดวงตาได้คิดว่ามันคือที่ของไก่ทำให้หลวงตาโมโหมากดังนั้นจึงได้นำไม้มาตีกับพื้นเสียงดังจนเณรทั้ง 2 ที่กำลังเล่นกันอยู่เดินออกมาจากห้องเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นหลวงตาก็โกรธเณรเป็นอย่างมาก

และหลังจากนั้นหลวงตาก็เลยทำโทษเณรด้วยการสั่งให้เดินทั้งหลังกินน้ำอ้อยที่อยู่ที่พื้นหลังจากนั้นเณรก็ไม่ปฏิเสธแต่กลับดูดีใจที่จะได้กินหลวงตาก็งงไม่นานนักเณรก็สามารถที่จะกินขี้ไก่บนกุฏิได้จนเกือบจะหมดแล้วจึงถามว่าเพราะเหตุอันใดจึงกินขี้ไก่มากขนาดนั้นขี้ไก่อร่อยหรือเปล่าหลวงตาก็ไม่เคยกิน หลังจากนั้นเด็กๆก็พากันบอกเสียงเดียวกันว่าทุกอย่างนั้นมีรสชาติที่อร่อยมากหลวงตาจึงกินด้วยและหลังจากนั้นก็ได้รู้ว่ารสชาติของขี้ไก่เป็นอย่างไร

ทำให้หลวงตายิ่งปักใจเชื่อว่าขี้ไก่นั้นเป็นสิ่งที่อร่อยทำให้เวลาทุกๆครั้งที่มีไก่มาขี้บนกุฏิหลวงตาก็จะเดินเข้าไปตรงที่ไก่แล้วก็หยิบขี้ไก่ขึ้นมากินตลอดผ่านไป 1 อาทิตย์หลวงตาก็มาบอกกับเหล่าเณรน้อยว่ากินมาหลายอาทิตย์แล้วแต่ขี้ไก่ที่ท่านกินนั้นมีรสชาติไม่เหมือนกับตอนที่กินกับเณรทั้งสองเลยหลังจากนั้นเณรทั้งสองก็บอกว่าที่มันมีรสชาติไม่เหมือนกัน

เพราะว่าสิ่งที่อยู่บนพื้นเมื่อหลายวันก่อนเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ขี้ไก่แต่มันคือน้ำอ้อยและสิ่งที่หลวงตากินอยู่ทุกวันนี้นั่นก็คือขี้ไก่ของจริงดังนั้นรสชาติจะไม่เหมือนกันหลวงตาโกรธเณรน้อยมากแล้วหลังจากนั้นก็พากันตีเณรน้อยจนเป็นแผลเต็มไปหมด 

โดยตำนานนี้นั้นก็ได้มีคำสอนคำสอนก็พูดถึงเรื่องว่าส่วนใหญ่คนที่ไม่มีความฉลาดและไม่ตั้งใจเรียนนั้นมักจะถูกคนที่ฉลาดและตั้งใจเรียนหลอกจนอับอายเสมอเจ็บเหมือนกับหลวงตาที่ไม่ฉลาดที่โดนหลอกเณรน้อยหลอกจนได้

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า Ufabet168

เรื่องเล่าสยองขวัญจะกินข้าวคุณแม่ฉัน

เรื่องเล่าสยองขวัญจะกินข้าวคุณแม่ฉัน

เรื่องเล่าสยองขวัญจะกินข้าวคุณแม่ฉัน ตอนนั้นฉันเรียนอยู่ชั้นป 5 ซึ่งบ้านของเรานั้นทำอาชีพขายของดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่บ้านเราจะไม่มีกุมารทองเลยนางกวักซึ่งเราได้ซื้อกุมารทองมาไว้ที่บ้านตอนนั้นเราไปวัดอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งจากระยะทางในการไปบ้านของเราจนไปถึงวัดแห่งนั้นเรียกว่าไกลมากๆวัดนั้นเป็นวัดที่ตั้งอยู่ลึกมากในป่าเท่าที่จำได้

เพราะเราไปอาบน้ำมนต์แล้วเราก็ไม่รู้ว่าพ่อทำอะไรแต่ตอนที่ก็เรากำลังจะกลับท่านอาจารย์ที่พ่อของเรา นับถือได้ให้ของชิ้นนึงคล้ายๆกับเครื่องเซ่นไหว้สักอย่างเราก็ไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าอะไรบ้างคะอาจารย์บอกให้เราพอจะขับรถให้หยุดก่อนตรงกลางทางฉันจะแนะนำของเซ่นไหว้วางไว้แล้วทำกลับมาที่นี่อีกซึ่งพ่อของเราก็ทำตามถึงแม้เราจะไม่เข้าใจว่าพ่อจะทำทำไมแต่เราก็ปล่อยอย่างนั้นไปแล้วไม่ได้ถามอะไรตอนที่มาถึงบ้านนั้นในวัน 1 ตอนช่วงเย็นๆ

เรากำลังเคลิ้มจนกำลังจะหลับอยู่แล้วหันหน้าไปทางแม่ก็ต้องตกใจเป็นอย่างมากเพราะเห็นว่ากุมารทองที่บ้านเราซื้อมานั้นกำลังทับหัวของแม่เราตอนนั้นเราตกใจมากแล้วหลังจากนั้นเรารีบหลับตาและเอามือมาขยี้ตาของตัวเองแรงๆจะพอลืมตาก็ไม่เห็นอะไรคุณคิดว่าบางทีอาจจะเพราะเราชอบดูหนังผีและอ่านหนังสือ

เรื่องผีก็อาจจะลองไปเองจึงไม่ได้บอกใครกับเรื่องนี้เลย ซึ่งก่อนหน้านั้นเราได้ยินเรื่องราวมาว่า เคยมีคนกลุ่มนึงด้วยค่ะไปในซอยมืดๆและพบกับทางแยกเขาเห็นป้ายบอกเลี้ยวซ้ายเขาก็ไปเจอกับโรงแรมนึงโรงแรมนั้นอยู่สวยมากๆแต่พ่อของเราเป็นคนที่เห็นผีง่ายเนื่องจากนั้นท่านสวดมนต์พระสวดจบปุ๊บจากที่เคยเป็นโรงแรมที่หรูหราขนาดใหญ่

ปรับเป็นโรงแรมที่ดูเก่าและร้างมากคุณพ่อของเราแทบจะกรี๊ดออกมาเหมือนผู้หญิงแต่แม่ของเราตับไม่ส่งเสียงอะไรเลยซึ่งนั่นคือสิ่งที่พ่อของฉันเล่าให้ฟังหลังจากนั้นฉันจึงเข้าไปหาแม่แล้วถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าเมื่อไม่นานมานี้แม่ของฉันก็เล่าเรื่องให้ฟังซึ่งเล่าเหมือนกับพ่อเลยแล้วฉันก็ถามแม่ว่าเราไม่เห็นอะไรอย่างอื่นหรือเปล่า

ไม่ถึงเงียบแบบนั้นซึ่งพ่อแม่ได้ยินแบบนั้น แม่ของเราตกใจมากซึ่งก็อีกสักพักแต่สุดท้ายก็กล้ำกลืนฝืนทนบอกกับเราว่าเกิดอะไรขึ้นแม่บอกว่าตอนที่พ่ออยู่นอกรถไม่เห็นผู้หญิงใส่ชุดสีแดงเข้ามาที่รถแล้วเพิ่งเข้ามาดูรถเธอมีผมยาวสลวยสายตาดุร้ายตาแดงก่ำเข้ามาหาที่รถเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมากนะแม่กลัวจะไม่กล้าบอกเรื่องนี้

กับใครตลอดมาแต่วันนี้แม่ก็โล่งใจขึ้นนิดนึงพอได้บอกเรื่องราวแท้จริงไปแล้วและนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมเวลาพ่อเราไปที่นั่นพ่อไปถึงที่วัดพ่อของเราก็จำเป็นที่จะต้องเลี้ยวขวาตลอดและจำเป็นที่จะต้องนำเครื่องเซ่นไหว้บางอย่างไปวางไว้กลางทางเพื่อที่จะพูดผิดจะไม่สามารถนำกลับมาที่บ้านได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame

ตำนานผีหอพัก 4

ตำนานผีหอพัก 4

ตำนานผีหอพัก 4 ฉันมีเพื่อนอยู่สองคนเราเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากและเรื่องนี้เกิดขึ้นกับพวกเราเมื่อ 15ปีก่อนและมันทำให้ฉันไม่กล้าไปที่แห่งนั่นอีก ฉันกับเพื่อนได้ไปนอนที่หอพักนึงที่สวยหรูหรามากฉันกับเพื่อนเลยไปนอนทมี่นั่น ซึ่งที่นี้จะมีแต่ผู้หญิงเพราะเป็นหอพักหญิง และห้องนึงอยู่กัน 3 คนค่ะพวกเราอยู่ห้องซ้ายสุดซึ้งเป็นห้องที่เกิดเหตุ และก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆกับพวกเรา คือ เวลาที่ฉันอาบน้ำอยู่ในห้องคนเดียวไม่มีใครอยู่ด้วย

พวกเพื่อนบ้างคนก็ไปซื้อของและทิ้งให้ฉันอาบน้ำอยู่ในห้องคนเดียวแต่แกก็บอกว่าจะออกไปด้านนอก แต่พอฉันอาบน้ำใกล้เสร็จฉันได้ยินเสียงคนวิ่งอยู่ในห้องและเสียงกระโดด พวกเราก็เลยขอไปนอนกับเพื่อนอีกห้องพวกเขาบอกว่านอนได้แต่ได้แค่ 2 คนเท่านั้นเพราะมีเตียงไม่พอเราเลยให้ฉันกลับไปนอนเตียงเดิมก่อนแล้วคอยสลับกันฉันก็ “ok” และหลังจากเข้ามาในห้องฉันอาบน้ำฉันก็ได้ยินเสียงหาของฉันก็นึกว่าเพื่อนแก

คงมาหาของแต่พอออกมาก็ไม่ได้เห็นใครและก็ไม่ได้ยินเสียงเปิดปิดประตูฉันก็เลยคิดว่าหูฟาดฉันก็เลยเดินไปที่เตียงนอนของฉันและเปิดทีวีหลังจากนั้นน้ำก็ไหลแต่ฉันก็คิดว่าเสียงทีวีจึงไม่ได้สนใจอะไร พอฉันปิดทีวีก็ยังได้ยินเสียงน้ำไหลก็เลยเข้าไปปิดน้ำ แต่น้ำก็ไม่ได้เปิดและยังปิดสนิทอีกด้วยฉันมองไปเห็นว่าเตียงนอนของเพื่อนฉันมีรอยคนนั่งฉันจึงรีบวิ่งไปบอกเพื่อนแต่พอมาดูก็หายไปแล้วเป็นแบบนี้ทุกคนพวกรู้ว่าต้องโดนหลอกแน่แน่

พวกเราจึงรีบนอนลับวันต่อมาพวกเราเลยไปบอกเจ้าของหอพักเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเจ้าของห้องเงียบไปสักพักแล้วพูดว่าเคยมีหญิงสาวที่เป็นนักศึกษาเคยมาพักที่ห้อง แห่งนี้และเธอเป็นคนที่ห่วงของมากมากให้ใครยืมเลยนั้นคงเป็นเหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ใครอยู่หองนี้และพ่อแม่ของเธอก็ไม่อยู่แล้วและพี่ของเธอยังประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝันเธอถูกรถชนเธอจึงฆ่าตัวตายแต่เธอคงยังไม่รู้ว่าเธอตายไปแล้วและเธอยังคงอยากอยู่ห้องนี้จึงไม่ได้ไปไหนแต่เราก็นำเตียงนั่นไปเผาทิ้งแล้ว  แต่ก็ยังมีเหตุการนี้เกิดขึ้นอีกหลายรอบและเจ้าของหอพักก็ปิดตายห้องนั้นที่เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นอีก  

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ํา 100

ปิดบ่อนตำนานเจ้าพ่อ ปอ ประตูน้ำ

ปิดบ่อนตำนานเจ้าพ่อ ปอ ประตูน้ำ

ปิดบ่อนตำนานเจ้าพ่อ ปอ ประตูน้ำ เมื่อในการฟ้องร้องจากคดีอื่นๆจะยุติลงแต่ สำหรับคดี บ่อน ปอ ประตูน้ำที่เป็นประถมบทของเรื่องนี้ยังคงมีการต่อสู้กันอย่างถึงที่สุด ในขณะที่ ปอ ประตูน้ำ พยายามที่จะทำในทุกวิถีทางเพื่อทำให้ตนเองนั้นรอดพ้นจากคดีเหมือนในทุกๆครั้งที่ผ่านมาเขาไม่อาจล่วงรู้เลยว่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะนำมา

ซึ่งหายนะในชีวิต ปอ ประตูน้ำ จึงตกเป็นจำเลย ในฐานความผิดเข้าเข้าท่ามถางทำลายป่าตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 91และในฐานที่ได้มีการร่วมกันสร้างใน ซึ่งอื่นใดล่วงล้ําเข้าไปในเขตทะเลเขตน่านน้ำประเทศไทย ตําบลอ่าวใหญ่ อําเภอเมือง จังหวัดตราด และเมื่อเราได้ไปตรวจสอบลงพื้นที่เพื่อที่จะเข้าไปคุยและซักถามกับชาวบ้านที่เกี่ยวกับสาเหตุการณ์ที่ได้มีการเกิดขึ้นจากนั้นก็ได้พบว่าผู้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่

ยังได้มีความกังวนต่อในการที่จะให้ข้อมูลหรือ ในการที่ได้พูดถึง นาย ปอ ประตูน้ำ ในวันที่4พฤษภาคม ปี2559 ทางด้านของ ศาลฏีกา ได้มีการพิจารณาวิเคาระห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยถมดินลงไปในทะเลเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นอย่างมากจนยากที่จะเยียวยาแก้ไขให้มีสภาพกลับคืนมาดีดังเดิมได้อีกแม้จะมีการรื้อถอนสิ่งที่ได้มีการปลูกสร้างในบางส่วนออกตามที่จำเลยอ้างแล้วก็ตามแต่สภาพแวดล้อมใต้ท้องทะเลก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป

และมีการบุกรุกเนื้อที่ทะเลเป็นจำนวนมาก และ ซึ่งในการกระทำของจำเลยนั้นได้เป็นการทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ของส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้ยในส่วยรวมและในการกระทำอุกอาจที่ไม่เกรงกลัวต่อด้านของข้อกฏหมายในบ้านเมืองพฤติการณ์ของจำเลยนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงที่ศษลจะอุทธรณ์ภาค2กำหนดโทษให้จำคุกจำเลยนั้น

เป็นเวลาเพียง5ปียังนับว่าเป็นโทษที่เบาเกินไปทั้งนี้ทางด้านของศาลฏีกาได้มีการพิจารณาแล้วเห็นว่าฏีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลย12ปี ตามคำพิพากษาในศาลชั้นต้นโดยที่ไม่อาจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้อีก ถือได้ว่าได้เป็นการปิด บ่อน ของ ปอ ประตูน้ำลง อย่างถวาร

ซึ่งก็ได้มีผลในการบุกเข้าจับกุมในครั้งนั้นแต่ถ้าหากว่าได้มองให้ลึกลงไปนั้นเรื่องของปัญหาของบ่อนการพนันในบ้านเมืองของเรามันก็ยังได้มีการจับกุมและได้มีการลงบุกเข้าพื้นที่และได้มีการบุกเข้าปราบปรามกันมาอย่างต่อเนื่องท้ายที่สุดแล้วบารมีพวกพองหรือทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่อย่างมากมายก็ไม่อาจจะเหนี่ยวรั้งอฐิสระภาพของ ปอ ประตูน้ำเอาไว้ได้ ในบั้นปลายชีวิตเจ้าพ่อบ่อนเมืองกรุงจำจะต้องอยู่ในเรือนจำจังหวัดตราด แห่งนี้ไปอีกนาน 

ผลของการบุกจับบ่อนประตูน้ำน้ำ เมื่อวันที่4กุมภาพันธ์2549 ปอ ประตูน้ำ ถูกดำเนินคดีเป็น2ส่วน คือ ส่วนแรก ความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันเอาทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาติ ในวันที่4กุมภาพพันธ์2549ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้อง นายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ หรือ ปอ ประตูน้ำ เป็นเจ้าของบ่อน เนื่องจากหลัฐานไม่เพียงพอ

ส่วนที่2 ความผิดฐายร่วมกันเล่นการพนันและเป็นเจ้ามือรับกนรับใช้ในวันที่1.2 และ 3 กุมภาพันธ์ 2549 ศาลแขวงดุสิต มีคำพิพากษา ให้จำคุกนายไพรจิตร ธรรมโรจร์พินิจ หรือ ปอ ประตูน้ำ เป็นเวลา 1ปี 6เดือน ฐานลักลอบเล่นการพนันโดยไม่รอลงอาญา และให้นับโทษต่อจากคดีที่ศาล จังหวัดตราดพิพากษาจำคุกนายไพรจิตร ธรรมโรจร์พินิจ เป็นเวลา12ปี ฐานบุกรุกที่สาธารณะด้วยการถมทะเล