หมวดหมู่: ตำนาน

ตำนานตุ๊กตาผีผมยาวโอคิคุ 

          เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยิน ตำนานตุ๊กตาผีผมยาวโอคิคุ  เกี่ยวกับเรื่องของตุ๊กตาผีผมยาวของประเทศญี่ปุ่นกันมาบ้างซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ลองไปพิสูจน์ไปดูของจริงว่าตุ๊กตาผีผมยาวนั้นมีอยู่จริงหรือไม่  ซึ่งปัจจุบันนี้ตุ๊กตาผีผมยาวนี้ยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

       โดยวัดที่มีการจัดเก็บตุ๊กตาผีผมยาวนี้ไว้ชื่อว่าวัดมันเนน   ซึ่งวัดแห่งนี้นั้น ตั้งอยู่ในจังหวัดฮอกไกโด  และวัดแห่งนี้นั้น  อยู่ในหมู่บ้านคุริซาว่า  อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องเล่าตำนานของตุ๊กตาผีผมยาวนี้  ยังไม่เคยมีใครที่จะหาข้อพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

        เพราะ ตำนานตุ๊กตาผีผมยาวโอคิคุ  ตัวนี้นั้นเป็นตุ๊กตาที่มีผมยาวขึ้นมาจริงๆและมีคนคอยตัดผมให้กับตุ๊กตาตัวนี้อยู่เป็นประจำไม่เช่นนั้นผมก็จะยาวออกมาเรื่อยๆแต่หลังจากที่มีการนำไปเก็บไว้ที่วัดมันเนน ความเฮี้ยนของตุ๊กตาตัวนี้ก็ลดลงจนกลายมาเป็นเพียงเรื่องเล่าของตำนานเท่านั้น 

          สำหรับเรื่องราวความน่ากลัวของตุ๊กตาผีผมยาวตัวนี้นั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยปีไทโชที่ 8   โดยในตอนนั้นที่หมู่บ้าน คุริซาว่าแห่งนี้นั้น มีครอบครัวหนึ่งที่ประกอบไปด้วย พ่อ แม่และลูกสาว ซึ่งกำลังอยู่ในวัยน่ารัก เธอายุเพียงแค่ 3 ขวบเท่านั้นเอง 

           และหนูน้อยคนนี้มีชื่อว่าโอคิคุ  อย่างไรก็ตามด้วยสุขภาพร่างกายของหนูน้อยโอคิคุ นั้นไม่ค่อยจะแข็งแรงมากนัก  เธอมักจะเจ็บป่วยอยู่บ่อยๆจึงไม่ได้ค่อยออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆบ่อยมากนักพ่อกับแม่ของเธอนั้นจึงได้มีการซื้อตุ๊กตามาให้เธอเอาไว้เล่นเป็นเพื่อนซึ่งตุ๊กตาตัวนี้เธอรักมันมากเลยทีเดียวเป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิง

         ซึ่งมีผมยาวและมีใบหน้าคล้ายกับหนูน้อยโอคิคุ อีกด้วย แต่เราอยู่มาวันหนึ่งหนูน้อยโอคิคุ ก็ได้เสียชีวิตลงเพราะการป่วยของเธอนั่นเองและด้วยความที่พ่อแม่ของเธอนั้นรักเธอมากเมื่อทำพิธีฝังศพให้กับหนูน้อยโอคิคุ เรียบร้อยแล้วด้วยความที่พ่อกับแม่กลัวว่าลูกสาวของเขานั้นจะเหงาจึงได้นำตุ๊กตาตัวโปรดของลูกสาวเอามาวางไว้ที่บริเวณหน้าหลุมศพ

           และนี่คือจุด เริ่มต้นของความร้อนนั่นเองเพราะหลังจากที่มีการนำตุ๊กตาตัวนี้มาวางไว้ที่หน้าศพของหนูน้อยโอคิคุ แล้วเมื่อเวลาผ่านไปพ่อแม่ของหนูน้อยจะมาทำพิธีเคารพศพของลูกสาวก็มักจะเห็นว่าตุ๊กตาตัวนี้นั้นมีผมยาวขึ้นเรื่อยๆซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับพ่อแม่ของหนูน้อยเป็นอย่างมากพวกเขาเคยทดลองตัดผมของตุ๊กตาให้สั้นลงแต่หลังจากนั้นคงตุ๊กตาก็กลับมายาวเหมือนเดิมจึงทำให้เรื่องเล่านี้มีการเล่าขานกันมากในหมู่บ้าน

           ซึ่งชาวบ้านนั้นพากันหวาดกลัวเป็นอย่างมากเลยทีเดียวจึงได้นำตุ๊กตาตัวนี้ไปไว้ที่วัดมันเนน และนับตั้งแต่นั้นมาตุ๊กตาตัวนี้จึงมีการเรียกชื่อว่าโอคิคุ ตามชื่อเจ้าของตุ๊กตานั่นเอง และหากใครอยากจะไปดูตุ๊กตาตัวนี้ยังถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดมันเนน นะคะ

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บ ufabet

ตึกผีร่างใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครย่านสาธร

ซึ่งตึกร้างผีสิงที่เรากำลังจะพูดถึงนี้หลายคงก็น่าจะรู้จักกันอยู่แล้วที่มีชื่อว่าสาธรยูนีคทาวเวอร์ที่มีช่างภาพคนหนึ่งเขาได้เข้าไปทำการถ่ายรูปตั้งแต่ชั้นบนสุดและไล่ลงมาเรื่อยๆใกล้จะถึงชั้นล่างเขาได้พบกลิ่นปริศนาที่คาดว่าน่าจะเป็นศพ

ปรากฏว่าช่างถ่ายรูปได้เข้าไปสำรวจดูปรากฏว่าพบเจอศพฝรั่งที่ผูกคอตายอยู่ในตึกแห่งนี้หลังจากนั้นเขาทำอะไรไม่ถูกได้เขียนเรื่องราวดังกล่าวลงในบอร์ดพันทิปและก็ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่และทีมกู้ภัยให้เข้ามาสำรวจอีกที

นอกจากนี้ที่ทางทีมกู้ภัยได้ทำการค้นหาอยู่นานปราฏกว่าไม่พบเจอสิ่งใดๆที่ช่างภายได้กล่าวเลยจึงทำให้ช่างกล้องมีความเครียดเพราะจะโดนข้อหาแจ้งความเท็จเขาจึงให้ค้นหาอีกสักนิดปรากฏว่าก็พบเจอศพที่ตามมาด้วยกลิ่นเหม็นไปทั่วทั้งห้องและมีสิ่งลี้ลับมากมาย

โดยมันก็เลยทำให้คนยิ่งมาสนใจตึกแห่งนี้เข้าไปใหญ่ก็เลยต้องมีคนที่ต้องการที่จะเข้ามาลองของที่จะต้องการท้าพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องผีได้เข้ามาบุกตึกแห่งนี้มากขึ้นๆเรื่อยๆจนสุดท้ายตึกแห่งนี้ต้องทำการบังคับไม่ให้คนเข้ามาในตึกด้วยเหตุผลที่ว่าตึกแห่งนี้มีความเก่ามากมีอายุกว่า20ปีแล้วหากมีคนเข้าไปด้านในอาจจะเกิดอันตรายได้และตึกแห่งนี้ไม่มีรั้วกั้นเป็นเพียงตึกที่ได้โบกปูนเอาไว้เป็นชั้นๆสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาเจ้าของตึกหรือเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ก็ต้องรับผิดชอบฉะนั้นแล้วเข้าก็เลยทำการปิดทางเข้าตึกแห่งนี้นั่นเองแต่ต่อให้ปิดตึกไปแล้วมัน็ยังมีคนบางคนใจกล้าน่าด้านเลือกที่จะบุกเข้าไปล่าท้าผีในตึกแห่งนี้จากข้อมูลที่ได้ไปหามาได้มันจะมีอยู่ประมาณ2-3บุกเข้าไปในตึกแห่งนี้และลองล่าท้าผี

เนื่องจากนี้คนแถวนั้นเขาได้อ้างว่าเขาได้เจอเหตุการณ์ประหลาดๆเยอะแยะมากมายบางคนในกลุ่มนั้นได้ยินเสียงของตกได้ยินเสียงของผู้หญิงร้องไห้และได้ยินเสียงขำก็มีหรือบางคนได้เห็นคนอยู่หางตาไปมาตลอดเวลาหรือบางคนหนักที่สุดถึงชั้นที่ว่าขนาดกลับจากสถานที่นี้ไปแล้วบุคคลนั้นเขากลับเห็นผู้หญิงที่อยู่ในตึกแห่งนี้ตามเขาไปถึงบ้านเลยก็มีเช่นกัน

ดงนั้นสิ่งที่ได้ฟังมาหาข้อมูลมามันน่าขนลุกมากๆแต่ถามว่าตรงนี้มันได้มีหลักฐานอะไรยืนยันไหมมันไม่มีหลักฐานอะไรเลยมันเป็นเพียงคำพูดและคำบอกต่อของคนเพียงแค่กลุ่มสองกลุ่มเท่านั้นเอง

 

สนับสนุนโดย.    ufabet เว็บแม่

เกจิ พระชื่อดังของประเทศไทย

 

นอกจากพระพุทธรูปที่ชาวไทยและพุทธศาสนิกชนนั้น ได้ให้ความศรัทธาและเลื่อมใส กราบไหว้แล้วนั้น ในความเป็นจริง ประเทศไทยของเราก็ยังคงมี พระเกจิอาจารย์ ที่เมื่อครั้งที่ท่านเหล่านี้ยังคงมีชีวิตอยู่นั้น ก็ได้สร้างคุณงามความดีของชาวพุทธอย่างพวกเรานับถือและเลื่อมใส ตลอดจนเรื่องราวต่างๆที่เป็นปาฎิหารย์

ให้พุทธศาสนิกชนเห็นกันอย่างคาดไม่ถึง จนเป็นที่เล่าขานกันต่อๆมา ให้คนรุ่นหลังได้ยินและมีความศรัทธา จนถึงมีลูกศิษย์ลูกหาได้ร่วมแรงร่วมใจกันหล่อรูปท่านเพื่อเป็นสิริมงคลและให้ชาวพุทธทุกท่านได้มีโอกาสไปกราบไหว้ โดยท่านแรกที่อยากจะแนะนำให้พุทธศาสนิกชนได้ไปกราบไหว้กันนั้นก็คือ 

หลวงปู่มั่น พระเกจิดังที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพก็คือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หรือพระอาจารย์มั่น ภูริทตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า วึ่งเป็นพระผู้เป็นเลิศทางธุดงควัตร

ซึ่งรูปหล่อของหลวงปู่มั่นขนาดใหญ่นั้น อยู่ที่พุทธอุทยานบ้านคำบง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ณ บ้านคำบง ตำบลสงยาง อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีความสูงที่รวมฐานแล้ว ถึงประมาณ 40 เมตร เลยทีเดียว

หลวงปู่ทิม หรือพระครูภาวนาภิรัต อิสริโก วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ เป็นยอดพระคณาจารย์ที่มีพลังจิตแก่กล้าและพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่เคารพเลื่อมใสของชาวระยองและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ซึ่งรูปหล่อของหลวงปู่ทิมมีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ที่วัดละหารไร่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง มีขนาดหน้าตักกว้าง 12 เมตร และสูงถึง 29 เมตร

หลวงปู่ดูลย์ หรือพระราชวุฒาจารย์ ที่อุทยานหลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดป่าโยธาประสิทธิ์ จังหวัดสุรินทร์ ที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีลักษณะเป็นรูปเหมือนแบบปั้นขนาดใหญ่ที่สุด หน้าตักกว้าง 8.09 เมตร สูง 19.19 เมตร ซึ่งภายในรูปปั้นเหมือนนั้น ได้บรรจุกะโหลกส่วนหน้าผาก เส้นผม พระธาตุ จีวร ที่หลวงปู่เคยครองเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งได้จากคณะศิษยานุศิษย์ที่นำมามอบให้เพื่อบรรจุไว้ภายในองค์หลวงปู่ด้วย

หลวงพ่อท่านคล้าย พระเกจิอาจารย์ที่ชาวใต้เลื่อมใสศรัทธากันอย่างยิ่ง ซึ่งท่านเองนั้นมีความศักดิ์สิทธ์ของวาจา พูดอย่างไร ก็จะเป็นอย่างนั้น โดยรูปหล่อของท่านที่วัดธาตน้อยหรือวัดพระธาตุน้อย ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือเป็นรูปหล่อขนาดใหญ่ที่ประชาชนนิยมมากราบไหว้ขอพรกันมาก

ดังนั้นหากใครต้องการขอพรอะไร ใกล้ที่ไหน ก็ไปกราบไหว้เคารพสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลกันนะ

 

สนับสนุนโดย.  เวปยูฟ่าเบท

ตำนานพระนางสามผิว

                         สำหรับตำนานนี้ งานที่เกิดขึ้นในช่วงปีพุทธศักราช 2155 – 2175   นางของพระนางสามสีนี้เป็นตำนานที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในเขตพื้นที่ภาคเหนือโดยเรื่องราวของตำนานนี้เกิดขึ้นที่เมืองฝาง    สำหรับเรื่องราวของตำนานนั้นมีการพูดถึงเจ้าเมืองฝางซึ่งขนาดนั้นมีพระยาเชียงแสนเป็นผู้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้ามีอยู่

โดยพระยาเชียงแสนนี้มีพระมเหสีอยู่คนนึงซึ่งมีใบหน้าที่งดงามมากแต่ละองค์มีความแตกต่างจากหญิงสาวคนอื่นนั่นก็คือ พระนาง เป็นหญิงสาวที่มีสีผิว 3 สีโดยสีผิวของพระนางนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงถ้าเกิดว่าเป็นช่วงเช้าสีผิวจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์มีความสวยงามเป็นอย่างมากแต่เมื่อใดก็ตามที่ตะวันคล้อยไปเป็นช่วงบ่ายเมื่อไหร่สีผิวของพระนางนั้นจะกลายเป็นสีแดงระเรื่อแต่ถ้าหากว่าเป็นช่วงที่ตะวันใกล้จะตกดินแล้วสีของพระนางก็จะอ่อนลงกลายเป็นสีชมพู

                  เนื่องจากพระนางมีสีผิวที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปทำให้ชาวเมืองต่างพากันเรียกชื่อของพระนามว่าพระนางสามผิว   และถึงแม้ว่าสีผิวของพระนางจะมีความแปลกประหลาดแต่พระนางนั้นก็มีรูปโฉมงดงามเป็นอย่างมาก

ซึ่งชาวบ้านนั้นก็ร่ำลือถึงความสวยงามของพระนางรวมถึงความแปลกของสีผิวของพระนางด้วยจนในที่สุดเรื่องนี้ก็รู้ไปถึงหูของกษัตริย์ของประเทศพม่าชื่อว่าพระเจ้าสุทโธทนะราชา   พระองค์อยากจะเห็นว่าที่ชาวบ้านร่ำลือกันน้ำจริงหรือไม่จึงได้มีการปลอมตัวเป็น พ่อค้านำสินค้าจากประเทศพม่ามาขายที่เมืองฝาง 

                โดยหวังว่าจะสามารถเห็นหน้าของพระชายาของเจ้าเมืองฝากได้ในสักวันหนึ่งซึ่งในที่สุดกษัตริย์ของพม่าก็สามารถออกอุบายเข้าไปในเมืองได้โดยมีการออกหมายที่จะนำผ้าซึ่งเป็นผ้าเนื้อดีของประเทศพม่าไปถวายให้กับพระชายาของเจ้าเมือง  และเมื่อได้เข้าไปในเมืองแล้วก็ใส่พม่าก็ได้เห็นหน้าตาของพระชายาของพญาเชียงแสนเมื่อเห็นใบหน้าครั้งแรกก็ตกหลุมรักทันทีดังนั้นเมื่อกษัตริย์เมืองพม่ากลับไปที่ประเทศพม่าจึงได้ไปจัดตั้งทัพขึ้นมาโดยหวังจะมาตีเมืองฝางเพื่อชิงตัวพระชายาพระนางสามผิวมาเป็นชายาของตนเอง

         ซึ่งในขณะนั้นพระนางสามผิวกับพระสวามีของพระนางนั้นไม่สามารถที่จะต่อกรกับกองทัพของพม่าได้และพระองค์เล็งเห็นว่าด้วยความสวยงามของพระองค์นั้นทำให้ราษฎรของพระองค์ได้รับความเดือดร้อนในที่สุดพระองค์ก็ตัดสินใจที่จะสละชีวิตตนเองไปกระโดดบ่อน้ำซาววา เพื่อฆ่าตัวตายเพื่อให้สงครามยุติลงและในการกระโดดบ่อน้ำในครั้งนั้นพระสวามีของพระนางก็โดดเป็นเพื่อนคู่กับพระนางด้วยเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าอันไหนดี

ตำนาน ผาชู้ 

              กำลังพูดถึงต่อไปนี้เป็นตำนานที่มีการเล่าขานกันในจังหวัดน่านซึ่งที่จังหวัดน่านนั้นจะมีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่านสถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าวนั้นมีชื่อว่า ผาชู้ ที่นี่มีเรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับเรื่องของความรักที่ไม่สมหวังและเป็นรักสามเศร้าซึ่งมีการพูดถึงความรักระหว่างเจ้าเมืองหนุ่มคนหนึ่งกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีความงดงามและเจ้าเมืองหนุ่มคนนี้ก็มีภรรยาอยู่แล้วจึงทำให้เกิดเป็นตำนานความรักสามเศร้าขึ้นมานั่นเอง

โดยตำนานเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าเมืองหนุ่มที่ชื่อว่าเจ้าจ้วง พระองค์มีพระชายาอยู่แล้วซึ่งพระชายาของพระองค์นั้นก็มีความงดงามเป็นอย่างมากอยู่มาวันหนึ่งพระองค์เกิดรู้สึกเบื่อๆจึงได้ออกเดินทางเพื่อไปล่าสัตว์ป่าโดยมีการว่าจ้างนายพรานคนหนึ่งซึ่งเป็นคนชำนาญเส้นทางในป่าเป็นอย่างมาก

ซึ่งในบางคนดังกล่าวนั้นเขาได้มีลูกสาวอยู่คนหนึ่งชื่อว่านางจันผาซึ่งลูกสาวของนายพรานคนดังกล่าวนั้นเป็นหญิงสาวที่งดงามเป็นอย่างมากเมื่อเจ้าจ้วง ได้เห็นนางจันร์ผาก็รู้สึกต้องตาต้องใจ  ตกหลุมรักนางคำถามและได้มีการเกี้ยวพาราสีนางจันผาในระหว่างที่ทั้งคู่นั้นออกไปล่าสัตว์ด้วยกันและในที่สุดนางจันทร์ผากับเจ้าจ้วงก็ได้เป็นสามีภรรยากันและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในขณะที่กำลังออกไปล่าสัตว์ป่านั่นเอง

  อย่างไรก็ตามทางด้านพระชายาของเจ้าจ้วงนั้นเห็นว่าพระสวามีของตนเองนั้นออกไปล่าสัตว์ป่าเป็นระยะเวลาหลายเดือนแต่ก็ไม่เดินทางกลับเมืองเสียทีจึงได้ออกไปตามหา และได้พบว่าพระสวามีของตนเองนั้นได้ไปมีภรรยาใหม่เพิ่มอีก 1 คนเป็นหญิงสาวชาวบ้านนางจึงได้ตัดสินใจเข้าไปแสดงตัวและให้พระสวามีของนางนั้นทำการเลือกว่าระหว่างพระนางกับหญิงสาวชาวบ้านที่เป็นภรรยาใหม่นั้นพระองค์จะเลือกใครซึ่งทางด้านเจ้าจ้วง นั้นเกิดความรักในตัวภรรยาของตนเองทั้งสองคนไม่สามารถตัดสินใจ

ที่จะเลือกใครคนใดคนนึงได้เมื่อถูกกดดันอย่างหนักเข้าพระองค์จึงได้เดินไปที่บริเวณหน้าผาแห่งหนึ่งและได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าพระองค์นั้นมีความรักต่อหญิงสาวทั้งสองคนด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์และไม่สามารถที่จะเลือกทิ้งคนใดคนหนึ่งได้ดังนั้นถ้าหากความรักของพระองค์นั้นบริสุทธิ์จริงขอให้พระองค์นั้นกระโดดลงไปแล้วร่างกายของพระองค์นั้น

กลายเป็นหินอยู่ตรงบริเวณหน้าผานี้ไปตลอดกาลด้วยหลังจากนั้นพระองค์ก็ได้โจทย์หน้าผาลงไปเมื่อหญิงสาวชาวบ้านที่ชื่อจันผาหินว่าชายคนรักของตนเองกระโดดหน้าผาลงไปก็เสียใจได้กระโดดหน้าผาตามไปอีกคนนึงแต่ก่อนที่จะกระโดดหน้าผาไปนั้นเจอก็ได้อธิษฐานว่าขอใช้ชีวิต

อยู่กับชายคนรักของเธอตรงบริเวณหน้าผานี้เช่นเดียวกันซึ่งพระชายาของเจ้าจ้วง เห็นว่าสามีของเธอนั้นโดดหน้าผาฆ่าตัวตายอีกครั้งภรรยาใหม่ของสามีก็โดดหน้าผาลงไปด้วยเธอจึงได้โดดหน้าผาลงไปอีกคนเช่นเดียวกันซึ่งต่อมานั้นร่างกายของเจ้าจ้วง ก็ กลายเป็นต้นไม้ที่ ขึ้นอยู่ตรงบริเวณหน้าผาแห่งนั้น

ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่าต้นจ้าง   ทางด้านนางจันผาเมื่อโดดลงมาแล้วนางก็มาค้างอยู่ตรงบริเวณหินตรงบริเวณหน้าผาซึ่งต่อมาร่างของนางนั้นก็กลายเป็นต้นไม้ชาวบ้านเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่าต้นจันผา   และทางด้านพระชายาของเจ้าจ้วง ที่โดดลงมานั้นล่างไปเกี่ยวอยู่กับกิ่งไม้ทำให้ต่อมานั้นจบของพระนางได้กลายเป็นดอกกล้วยไม้ที่ว่าดอกเอื้องนั้นเองจึงทำให้เกิดที่มาที่ไปของพันธุ์ไม้ที่อยู่บริเวณผาชู้  ซึ่งชาวบ้านเรียกขาตรงที่เจ้าจ้วงและบรรดาพระสนมของพระองค์กระโดดลงไปนั้นว่าผาชู้นั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์ ได้เงินจริง

ตุ๊กตากลางบึงในรัฐ อลาบาม่า 

 ในปี 2014  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการพบเห็นสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นในบึงแห่งหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ตั้งของรัฐ อลาบาม่า ประเทศสหรัฐอเมริกา   ซึ่งตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานและเข้าไปเจอนั้น ที่บึ่งดังกล่าวปรากฏว่ามีใครก็ไม่รู้ได้นำตุ๊กตามาผูกติดกับไม้ไผ่ แล้วได้นำตุ๊กตาเหล่านั้นไปปักไว้ตรงบริเวณกลางบึง

ซึ่งตุ๊กตาที่ถูกนำมาปักนั้นมีทั้งหมด 21 ตัวด้วยกัน และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวพบว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของบริษัทๆ หนึ่งที่เปิดกิจการทำเกี่ยวกับไม้ ซึ่งทางด้านเจ้าของที่เองก็บอกว่าพวกเขาเองก็เห็นว่าตุ๊กตาทั้ง 21 ตัวนั้นถูกนำมาผูกติดกับไม้แล้วนำมาปักเอาไว้ที่กลางบึงแห่งนี้นานแล้ว

แต่ไม่ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะไม่ได้มีเรื่องอะไร ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามที่จะติดตามหาว่าใครกันที่นำตุ๊กตาทั้ง 21 ตัวนั้นไปไว้ในบึงแต่ก็ไม่สามารถค้นหาข้อมูลเจอได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้เพียงแค่ เอาตุ๊กตาทั้งหมดขึ้นมาเท่านั้น  และก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการนำตุ๊กตาทั้งหมดขึ้นมาจากบึงนั้น

ชาวบ้านบริเวณดังกล่าวเล่าว่า พวกเขามักจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนมาจากทางด้านกลางบึงดังกล่าวและยังเคยมีชาวบ้านบางคนก็เคยพบเห็นดวงไฟประหลาดลอยอยู่ที่บริเวณกลางบึงอีกด้วย และบางคนก็เห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คนอยู่แถวบริเวณกลางบึงเช่นเดียวกัน ซึ่งที่บึงแห่งนี้มีเรื่องเล่าน่ากลัวที่ชาวบ้านมักจะพบเห็นกันอยู่เป็นประจำนั่นเอง

  ซึ่งที่บึงแห่งนี้ยังมีตำนานเล่ากันอีกว่า จะมีดวงวิญญาณของคุณแม่คนหนึ่งที่จะคอยวนเวียนตามหาลูกลูกของเธออยู่ใกล้ใกล้กับบริเวณบึงแห่งนี้เพราะว่าลูกลูกของเธอหลงทางหายไป และทำให้วิญญาณของเธอนั้นไม่ยอมไปผุดไปเกิด และยังมีตำนานบอกอีกว่าที่บึงแห่งนี้จะเป็นบึงน้ำศักดิ์สิทธิ์และหากใครก็ตามที่นำน้ำในบึงนี้ไปดื่มกิน

จะทำให้คนทีดื่มน้ำในบึงแห่งนี้มีชีวิตที่เป็นอัมตะนิรันดร์ แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำตุ๊กตาทั้ง 21 ตัวขึ้นมาจากหนองน้ำหรือในบึงดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านบอกว่าพวกเขาก็ไม่เคยได้ยินเสียงร้องโหยหวน และไม่เคยเห็นลูกไฟ หรือแม้แต่สิ่งแปลกประหลาดที่ลอยไปมาที่บึงน้ำแห่งนั้นอีกเลย

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างมากทีเดียว แต่ตามตำนานไม่ได้บอกว่า สุดท้ายแล้วตุ๊กตาทั้ง 21 ตัวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำขึ้นมาจากบึงนั้น พวกเขานำตุ๊กตาเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน และที่อยู่ใหม่ของตุ๊กตาพวกนั้น มีใครได้พบเห็นสิ่งประหลาดหรือได้ยินเสียงร้องโหยหวนหรือไม่

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  sa gaming สูตร

ตึกร้างไฮแลนด์ทาวเวอร์ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย

          สำหรับเรื่องราวที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่พูดถึงกันมากในประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นตำนานที่พูดถึงความน่ากลัวของอาคารแห่งหนึ่งที่เคยโดดเด่นและสวยงามในประเทศมาเลเซียอย่างมากโดยตึกดังกล่าวนั้นชื่อว่าไฮแลนด์ทาวเวอร์ซึ่งตึกดังกล่าวนั้นจะมีการสร้างไว้ 2 ตึกคู่กัน

โดยคนที่จะมาอาศัยอยู่ในตึกนี้จะต้องเป็นคนที่มีเงินและมีฐานะเนื่องจากว่าตึกนี้ค่อนข้างหรูและราคาแพงอย่างไรก็ตามเมื่อประมาณปีคริสตศักราช 1993 ตึกแกรนด์ทาวเวอร์ 1 ใน 2 ตึกนั้นได้เกิดถล่มลงมาและทำให้มีคนล้มตายเป็นจำนวนมากจากการตึกถล่มในครั้งนั้นและเมื่อทั้งรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ได้มีการเก็บกู้ซากตึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อีกตึกที่เหลือที่เป็นตึกฝาแฝดคู่กันก็รกร้างทันทีเนื่องจากว่าผู้คนไม่กล้าอยู่อาศัยเพราะเกรงว่าตึกจะถล่มลงมาเหมือนกับตึกคู่แฝดนั่นเองทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตึกทาวเวอร์ที่ยังเหลืออีก 1 ตึกนั้นถูกปล่อยให้รกร้างและไม่มีคนอยู่อาศัยและตามความเชื่อของคนในสมัยโบราณต่างก็เชื่อกันว่าหากตึกถูกปล่อยทิ้งรกร้างไม่มีใครดูแลหรืออยู่อาศัย

ก็จะทำให้เหล่าวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายนั้นเข้าไปอยู่และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของตำนานผีที่สิงสถิตอยู่ในตึกแกรนด์ทาวเวอร์แห่งนี้ โดยมีการเล่าขานถึงความน่ากลัวของผีที่ตึกแกรนด์ทาวเวอร์ว่ามีแท็กซี่คนหนึ่งได้มีการรับผู้โดยสารคนหนึ่งขึ้นแท็กซี่มาโดยเธอบอกให้แท็กซี่คนดังกล่าวนั้นไปส่งเธอที่ Hi Land Tower

ซึ่งแท็กซี่ก็ได้คุยกับผู้โดยสารสาวว่าที่ไฮแลนด์ Tower นั้นปัจจุบันกลายเป็นอาคารร้างแล้วไม่มีคนอยู่อาศัยและเขายังถามเธอด้วยว่าเธอจะไปที่นั่นทำไมซึ่งเธอก็ได้ตอบกลับแท็กซี่คนดังกล่าวไปว่าที่เธอต้องการเดินทางไปที่นั่นเนื่องจากว่าแขนและขาของเธอยังคงอยู่ที่นั่นเธอต้องการที่จะไปตามแขนขาของเธอกลับคืนมาและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านต่างก็ร่ำลือกันถึงความเฮี้ยนของผีสาวที่อาศัยอยู่ที่ตึกแกรนด์ทาวเวอร์และนับตั้งแต่นั้นก็ไม่มีใครที่จะกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวที่ตึกนั้นกันอีกเลยทำให้ตึกร้างแห่งนั้นยังคงปิดล้างมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง 

     สำหรับเหตุการณ์เรื่องราวนี้เป็นเรื่องเล่าที่มีการเล่าต่อๆกันมาของคนในพื้นที่เท่านั้นซึ่งคนรุ่นหลังอย่างเราก็คงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่เพราะปัจจุบันนี้ก็ไม่มีใครที่ได้เห็นวิญญาณผีสาวตอนนั้นอีกเลยหรือที่ไม่เห็นเพราะว่าไม่มีใครกล้าจะเข้าไปที่นั่นหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    ีดฟิำะ

ตำนานผีตาฮก

  ที่อำเภอพุนพินจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีตำนานที่พูดถึงชายชราคนหนึ่งชื่อว่าตาฮก โดยตาฮกนั้นมีอาชีพหาปลาขายซึ่งเขาจะทำการทอดแหอยู่บริเวณคลอง นายพราง ซึ่งตาฮกนั้นมีลูกชายอยู่คนหนึ่งที่ชื่อว่านายนุ้ย

อยู่มาวันหนึ่งตาฮกและนายนุ้ยลูกชายของเขาได้ออกไปทอดแหหาปลาตามปกติ ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นถือว่าวันนั้นเป็นวันที่โชคดีของตาฮกและลูกชายเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าทุกครั้งที่มีการทอดแหลงไปพวกเขาก็จะได้ปลาเป็นจำนวนมากและในการทอดแหครั้งสุดท้ายในวันนั้นนั่นเองปรากฏว่าระหว่างที่มีการเก็บปลาที่ติดแหอยู่นั้นได้มีจระเข้ตัวใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่ง

กระโจนเข้าใส่ร่างตาฮก และฟันของจระเข้ตัวดังกล่าวก็งับเข้าที่กลางลำตัวของตาฮกทันที ทำให้ตาฮกถูกตัดออกเป็น 2 ท่อนครึ่งท่อนล่างของลำตัวนั้นตกอยู่ในเรือ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ลูกชายของตาฮกซึ่งนั่งอยู่ในเรือลำดังกล่าวด้วยเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเขาตกใจมากและรีบพายเรือกลับบ้านทันที

โดยมีร่างกายของตา ฮกท่อนล่างติดมาบนเรือด้วย เมื่อกลับมาถึงบ้านลูกชายของตาฮกก็จัดงานศพให้กับสาวกและในวันสุดท้ายของการจัดงานศพนั้นในนุ้ยก็ได้มีการประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้ทั่วกันว่าเขาจะเลิกทำมาหากินด้วยการหาปลาตลอดชีวิต

หลังจากนั้นนายนุ้ยก็เดินทางไปอาศัยอยู่กับญาติที่จังหวัดอื่นและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยมีใครรู้ข่าวคราวของนายนุ้ยอีกเลย ถึงแม้ว่าเรื่องราวของนายนุ้ยจะไม่มีใครเคยได้ยินหลังจากนั้นแต่เรื่องราวของตาฮกนับตั้งแต่เสียชีวิตนั้นกลับมีคนพูดถึงกันเป็นจำนวนมากโดยมีการเล่าเรื่องราวผีของตาฮกว่าค่อนข้างเฮี้ยนผู้คนที่พากันออกเรือไปหาปลานอกจากจะต้องกลัวว่าจะต้อง

เจอกับจระเข้ตัวดังกล่าวที่จะมาคอยกัดกินจนเองแล้วยังต้องกลัวผีตาฮกที่ออกอาละวาดอีกด้วย โดยมีการเล่าถึงความเฮี้ยนของผีตา 6 ว่าหลังจากที่มีการจัดงานศพไปแล้ว 7 วันนับตั้งแต่นั้นชาวบ้านก็มักจะได้ยินเสียงเรือของตาฮกที่เคยใช้หาปลาอยู่เป็นประจำมีเสียงดังอี๊ดอ๊าดอยู่ตลอดเวลาและบางครั้งก็ได้ยินเสียงคล้ายกับไม้กระดานกระทบน้ำ

ซึ่งหลายคนได้ไปลองพิสูจน์ดูแล้วก็ไม่พบว่าจะมีเรือของใครมารออยู่ตรงนั้นแต่ในทุกค่ำคืนชาวบ้านก็จะได้ยินเสียงเช่นนี้อยู่เป็นประจำจึงทำให้หลายคนนั้นเชื่อกันว่าเสียงดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสียงของวิญญาณตาฮกที่นำเรือลงน้ำเพื่อที่จะออกไปหาปลาเหมือนกับตอนที่เราฮกนั้นยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตามเรื่องราวของความเฮี้ยนของผีตาฮกนั้นยังมีการพูดถึงกันอยู่จนถึงทุกวันนี้หากใครไปที่หมู่บ้านที่ตาฮกอาศัยอยู่ก็จะได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่พูดถึงความเห็นของผีตาฮกให้ฟังอยู่เป็นประจำนั่นเอง 

     

สนับสนุนโดย  ufabet บาคาร่าออนไลน์

ต้นกำเนิดดอกกุหลาบ นางมัทนาพาทา

ในสรวงสวรรค์ชั้นที่เจ็ดได้มีนางฟ้านางหนึ่งซึ้งมีนางฟ้านางนี้นั้นมีหน้าตาที่สะสวยงดงามเป็นอย่างมาก ใครที่เห็นนางนั้นต่างก็ต้องตกหลุมรักนางแต่ไม่เคยมีใครคนไหนเลยที่นางนั้นจะอยากแต่งงานด้วย

โดยหนึ่งในคนที่หลงรักนางนั้นก็คือพระองค์อินทร์ซึ้งทรงตกหลุมรักนางแรกพบมีอยู่วันหนึ่งที่พระองค์อินทร์นั้นตัดสินใจว่าในวันนี้นั้นพระองค์อินทร์ตัดสินใจว่าระองค์นั้นจะทรงของนางแต่งงาน หลังจากนั้นพระองค์จึงได้เรียกให้นางฟ้าที่พระองค์อินทร์นั้นชอบมาหาซึงนางฟ้าคนนั้นมีชื่อว่านางมัทนา

โดยพระองค์อินทร์นั้นได้บอกนางมัทนาว่าพระองค์นั้นต้องการที่จะแต่งงานกับนางมัทราแต่นางมัทรานั้นกลับรีบตอบว่า “ ข้านั้นไม่ได้รักท่าน ข้าว่าท่านนั้นไปรักผู้อื่นเถิด หากคนไม่รักกันยังไงก็ไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกันได้ ซึ้งที่ข้าพูดมานั้นก็หมายถึงพระองค์กับข้าที่ไม่ได้คู่กัน” เมื่อพระองค์อินทร์ได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า “ในเมี่อเจ้านั้นไม่ได้รักข้า

เจ้าก็จะไม่ได้รักใคร เมื่อไหร่ที่เจ้ายอมแต่งงานกับข้า ข้าจึงจะเสกให้เจ้านั้นกลับเป็นเหมือนเดิม” และพระองค์อินทร์ก็ได้เสกให้นางมัทนากลายเป็นดอกไม้ที่ไม่มีใครรู้จักโดยได้กลายเป็นดอกกุหลาบ  โดยพระองค์อินทร์นั้นยังบอกกับนางมัทนาอีกว่า “ในทุกๆวันเพ็ญเจ้าจะกลายร่างเป็นมนุษย์” สิ้นคำพูดนางมัทนาก็ได้ไปเป็นดอกกุหลาบบนโลกมนุษย์

โดยหลังจากนั้นรถเสนได้เดินทางเข้าไปในป่าและผ่านไปในจุดที่มีดอกกุหลาบอยู่ซึ้งดอกกุหลาบนั้นก็คือนางมัทนานั้นเอง นางมัทนานั้นตกหลุมรักรถเสนตั้งแต่แรกพบแต่ไม่ว่านางจะทำอย่างไรรถเสนก็ไม่ได้ยินคำพูดของนาง สุดท้ายนางจึงได้ขอร้องให้พระองค์อินทร์ทรงช่วยเหลือให้นางกลับไปเป็นมนุษย์อีกครั้ง

ซึ้งพระอินทร์ก็ตอบตกลงแต่ให้ข้อเสนอว่าถ้าช่วยแล้วนางมัทนาจะต้องแต่งงานกับพระอินทร์แต่ด้วยความที่นางนั้นไม่ได้รักพระองค์นางจึงไม่ยอมแต่งงานกับพระองค์ เพราะโกรธพระอินทร์จึงได้ร่ายคำสาปให้นางมัทนากลายเป็นดอกกุหลาบตลอดไป โดยหลังจากนั้นรถเสนก็ได้รู้เรื่องราวจากฤษีว่านางมัทนานั้นรักเขามากเพียงใดเขาจึงได้ไปหาดอกกุหลาบ

ซึ้งก็คือนางมัทนาและขุดต้นกุหลาบขึ้นมาเพื่อขอร้องให้พระฤษีนั้นช่วยเหลือโดยการเสกให้ดอกกุหลาบนั้นจะไม่ตายจนกว่าพระองค์จะตาย ด้วยความสงสารฤษีจึงเสกตามที่รถเสนได้ขอเอาไว้หลังจากนั้นดอกกุหลาบก็เริ่มมีหลายสายพันธ์มากขึ้นจนกลายเป็นดอกไม้ที่เรารู้จักกันนั้นเอง ค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลองเล่น

ตำนานเกาะผีสิง Poveglia 

ตำนานเกาะผีสิง Poveglia 

        ตำนานเกาะผีสิง Poveglia  ในประเทศอิตาลี ที่ทะเลสาบเวเนเชี่ยน จะมีเกาะขนาดเล็กอยู่เกาะหนึ่ง มีชื่อว่า เกาะ Poveglia ในสมัยอดีตกาลนั้นช่วงเวลาราวศตวรรษที่ 5 ที่เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่คนประเทศอิตาลีกลุ่มหนึ่งได้มีการใช้เป็นเกาะเอาไว้สำหรับในการลี้ภัย ในช่วงที่มีการเกิดศึกสงคราม

ซึ่งชาวบ้านได้หนีมาอาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้เราต้องการที่จะหนีจากการรุกรานจากประเทศมหาอำนาจที่พากันมารุกรานประเทศอิตาลีและมาบังคับขู่เข็ญและทำร้ายชาวเมือง ชาวเมืองได้มีการพากันพายเรือหลบหนีมาอาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้ โดยมีการนำเด็กและสตรีมาอยู่อาศัยและมาสร้างที่อยู่อาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้กัน

โดยช่วงในศตวรรษที่ 7  ชาวเมืองได้มีการพากันสร้างป้อมปราการเอาไว้เพื่อป้องกันภัย พื้นที่บริเวณรอบทะเลสาบ ต่อมาใน ปีค.ศ 1713ได้มีการเกิดโรคระบาดขึ้นและได้มีเรือลอยเข้ามาติดที่บริเวณเกาะ Poveglia แห่งนี้ ทำให้เชื้อโรคที่มาพร้อมกับเรือที่มาติดเกาะนั้นแพร่ระบาดสู่คนที่อยู่บนเกาะทั้งหมดซึ่งโรคดังกล่าวนั้นก็คือโรคกาฬโรคนั่นเอง

และเชื้อโรคชนิดนี้ยังแพร่ระบาดไปทั่วทั้งบริเวณในโซนยุโรปอีกด้วย และชาวบ้านที่อยู่บนฝั่งเมื่อใครก็ตามที่เป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ กาฬโรค หรือแม้แต่ใครก็ตามที่ติดเชื้อกาฬโรค แล้วคนที่ติดเชื้อกาฬโรคและผู้ต้องสงสัยทั้งหมดจะถูกส่งไปทิ้งไว้ที่เกาะ  Poveglia  เพราะชาวเมืองไม่ต้องการให้มีการแพร่กระจายเชื้อโรคไปที่อื่น

จึงทำให้ตัดสินใจกันว่า ที่เกาะ  Poveglia แห่งนี้จะเป็นที่กักกันคนที่เป็นโรคกาฬโรคนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าจากการระบาดนั้นทำให้มีจำนวนผู้ที่ติดเชื้อกาฬโรคเป็นจำนวนมากโดยมีการคาดการณ์กันว่าจำนวนผู้ที่ติดเชื้อกามโรคที่อยู่บนเกาะ  Povegliaนั้นมีจำนวนมากถึง หนึ่งแสนหกหมื่นคนเลยทีเดียว 

และเป็นที่รู้กันว่าใครก็ตามถูกส่งตัวมาไว้ที่เกาะ  Poveglia แห่งนี้แล้วแล้วก็พวกเขาจะไม่สามารถเดินทางกลับไปยังพื้นแผ่นดินได้อีกและที่เกาะ   Poveglia อย่างนี้ก็กลายเป็นสุสานที่เอาไว้ฝังศพของผู้ที่ติดเชื้อกาฬโรคจำนวนทั้งสิ้นหนึ่งแสนหกหมื่นคนนั่นเอง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงไม่มีใครกล้าเดินทางมาที่เกาะ  Poveglia แห่งนี้ถ้าไม่จำเป็น และนับตั้งแต่เกาะนี้ถูกทิ้งร้าง หากใครก็ตามที่พายเรือมาใกล้กับเกาะ  Poveglia ก็มักจะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือมาจากเกาะ

จนกลายเป็นที่ร่ำลือกันว่าเกาะนี้คือเกาะผีสิง แต่ต่อมาในปี 1972 รัฐบาลอิตาลีได้มีการปรับเปลี่ยนที่ดินบนเกาะแห่งนี้ให้เป็นโรงพยาบาลจิตเวช และนับตั้งแต่นำผู้ป่วยมาไว้ที่เกาะแห่งนี้ในช่วงเวลายามค่ำคืนมักจะมีผู้ป่วยจิตเวชส่งเสียงกรีดร้องกันอยู่เป็นประจำ จนทำให้ทั้งคุณหมอและผู้คุมที่คอยดูแลผู้ป่วยจิตเวชต่างก็สติแตกกันไปตามๆกัน

เกิดการทุบตีผู้ป่วยและบางคนก็ลาออกและไม่มีการเปิดรับสมัครคุณหมอและเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยก็ไม่มีใครกล้าที่จะมาสมัครงานที่นี่จนในที่สุดโรงพยาบาลจิตเวชแห่งนี้จึงต้องปิดตัวลง สำหรับในปัจจุบันนี้นั้นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ได้มีการถูกปรับเปลี่ยนออกมาใหม่ให้มีความสวยงามและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์