Category: ประวัติและตำนาน

ประวัติพระเจ้าอโศกมหาราช

      สำหรับประวัติของพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นแต่เดิมพระองค์ถือได้ว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีจิตใจโหดเหี่้ยมเป็นอย่างมากพระองค์ชอบทำศึกสงครามขยายอาณาเขตกับคนอื่นไปทั่วซึ่งพระองค์ได้รับสมญานามว่าจันทราโศกราช

แต่ต่อมาภายหลังนั้นพระองค์ได้รู้จักกับพระพุทธศาสนานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระองค์ถือด้วยว่าเป็นผู้ที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและเป็นผู้ที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาให้คนรู้จักกันอย่างแพร่หลายจนต่อมาสมญานามของพระองค์ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นธรรมมาโศกราชหรือที่สามารถแปลได้นั่นก็คือว่าพระเจ้าอโศกผู้ทรงธรรมซึ่งประวัติความเป็นมาของพระเจ้าอโศกมหาราชนั้น

พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพินทุสารพระองค์มีจิตใจคอที่โหดร้ายแล้วพระองค์นั้นฟังฆ่าคนหลายร้อยคนเพียงเพราะไม่พอใจหากใครไม่เชื่อฟังหรือพระองค์รู้สึกว่าผู้คนเหล่านั้นมีความกระด้างกระเดื่องไม่อ่อนน้อมให้กับพระองค์พระองค์ก็จะสั่งประหารชีวิตทันทีมีการเล่ากันว่าครั้งหนึ่งมีนางกำนัลคนหนึ่งไม่มีการไปหักกิ่งไม้

ซึ่งเก่งดังกล่าวนั้นเป็นกิ่งไม้ของต้นอโศกเมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงรู้เรื่องก็เกิดความไม่พอใจสั่งให้ทหารไปจับนางกำนันคนดังกล่าวมาเผาทั้งเป็นทันทีและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระองค์จึงได้รับสมญานามว่าอโศกผู้ดุร้ายส่วนสาเหตุที่พระองค์ได้เปลี่ยนมาจากคนดุร้ายมาเป็นคนที่มีใจบุญสุนทานโอบอ้อมอารีนั่น

ก็เพราะว่าพระองค์ได้ไปทำศึกสงครามที่แคว้นกาลิงกะ หลังจากที่พระองค์เห็นประชาชนต่างพากันล้มตายจากการทำศึกสงครามเป็นจำนวนมากพระองค์ก็เริ่มคิดได้และเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องของพระธรรมมันขึ้นซึ่งในครั้งนั้นพระองค์ได้พบกับสามเณรรูปหนึ่งซึ่งสามเณรองค์ดังกล่าวนั้นมีลักษณะสงบกิริยามารยาทเรียบร้อย

และพระองค์ได้ฟังธรรมเทศนาจากสามเณรรูปนั้นจนในที่สุดก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อมาพระองค์ก็ได้พบกับพระสมุทรเถระและได้ฟังพระธรรมเทศนาอีกรอบหนึ่งยิ่งทำให้พระองค์นั้นเข้าใจถึงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระองค์ก็เลิกออกไปสู้รบแต่หันมาสร้างวัดสร้างเจดีย์แทน

และที่สำคัญในขณะที่พระองค์ยังคงครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์อยู่นั้นพระองค์ได้มีการบวชและมีการเล่าถึงพระองค์ว่าช่วงที่พระองค์กำลังจะสิ้นพระชนม์นั้นพระองค์ได้มีการจะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้กับพระพุทธศาสนาแต่เหล่าขุนนางได้ทำการคัดค้านทำให้พระองค์นั้นทรงกริ้วและพระองค์เสียชีวิตขณะที่กำลังเกี่ยวอยู่จึงทำให้พระองค์เสียชีวิตไปแล้ว

กลับมาเกิดใหม่กลายเป็นงูเหลือมต่อมางูเหลือมตัวดังกล่าวนั้นได้ไปฟังธรรมเทศนาอีกครั้งหนึ่งทำให้หลังจากที่งูเหลือมตัวดังกล่าวตายไปก็ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสรวงสวรรค์นั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub ทดลองเล่นฟรี

ประวัติกำเนิดการใช้ไฟฟ้าของไทย

คุณรู้หรือไม่ไฟฟ้านั้นเกิดขึ้นวันที่เท่าไหร่และใครเป็นคน ที่เป็นคนนำไฟฟ้ามาให้คนไทยของเราทุกคนได้ใช้กันเป็นคนแรกแน่นอนว่าทุกบ้านมีไฟฟ้าใช้กันแล้วแต่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเลยว่าแท้ที่จริงแล้วก่อนที่ประเทศไทยนั้น

จะมีไฟฟ้าใช้กันนั้นเราเคยอยู่กันอย่างที่ต้องใช้เทียนและตะเกียงเป็นตัวให้แสงสว่างซึ่งแน่นอนว่าก่อนเราจะมีไฟฟ้าเราก็ใช้ตะเกียงและเทียนกันอยู่นานพอสมควรทีเดียวแต่หลังจากเมื่อมีไฟฟ้าเข้ามาในประเทศไทยก็ทำให้แต่ละพื้นที่เริ่มมีการขยายการใช้ไฟฟ้ากันมากยิ่งขึ้นซึ่งปัจจุบันไฟฟ้านั้นก็มีการขยายให้ประชาชนได้ใช้งานเกือบทุกภาคของประเทศไทยแล้ว

แต่มีใครเคยคิดถึงมีคำว่าใช้ที่จริงแล้วไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่นี้เราใช้กันตั้งแต่ตอนไหนสำหรับข้อมูลนี้หากไปค้นจากประวัติข้อมูลจากทางด้านการไฟฟ้าแล้วคุณจะพบว่าประเทศไทยนั้นมีการใช้ไฟฟ้าครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือพระมหากษัตริย์ของไทยเราในสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นเอง

โดยการใช้ไฟฟ้าในครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นเพราะว่า มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งชื่อว่าจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีซึ่งท่านนั้นมียศฐาบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าหมื่นไวยวรนาถโดยท่านได้มีการนำเงินส่วนตัวของท่านไปซื้อเครื่องปั่นไฟฟ้ามาจากประเทศอังกฤษโดยท่านหวังว่าจะนำเครื่องปั่นไฟฟ้านั้นมาปั่นไฟฟ้าเพื่อใช้ในการจัดงานเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง

ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นตรงกับวันที่ 20 เดือนกันยายน ปีพุทธศักราช 2427 รายการไปซื้อเครื่องปั่นไฟครั้งแรกนั้นทางด้านจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีนั้นได้ใช้เงินส่วนตัวของตนเองถึง 14,400 บาท หรือถ้าคิดเป็นเงินในสมัยโบราณก็อยู่ที่ประมาณ 180 ช่างไปทำการซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาจำนวนทั้งหมด 2 เครื่องด้วยกัน

แล้วมาใช้ในการจัดงานให้กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 หลังจากนั้นเมื่อชาวเมืองต่างก็ได้เห็นว่ามีการเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในพระราชวังของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทุกคนต่างก็พากันตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมากและแน่นอนว่าด้วยพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 นั่นเอง

พระองค์ได้ประทานให้ทางเจ้าหน้าที่นั้นได้มีการเชื่อมต่อไฟฟ้าส่งจ่ายออกมาจากพระราชวังเพื่อให้แจกจ่ายกันไปถึงประชาชนแต่ขั้นตอนแรกนั้นก็จะมีการส่งต่อให้กับพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก่อนหลังจากนั้นก็มีการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงการแจกจ่ายให้กับประชาชนและนับจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการติดตั้งโรงไฟฟ้าขึ้นซึ่งการติดตั้งโรงไฟฟ้าขึ้นครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นจากการที่มีบริษัทจากต่างประเทศมาขอสัมปทานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งบริษัทนั้นมาจากประเทศเดนมาร์กนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท

กว่าจะมาเป็นประติมากรรมไทยร่วมสมัยKAMA

กว่าจะมาเป็นประติมากรรมไทยร่วมสมัยKAMA

กว่าจะมาเป็นประติมากรรมไทยร่วมสมัยKAMA นั้นมีความสวยงามทั้งหมดและสมบูรณ์แล้วนั้นบางชิ้นงานไม่ได้เกิดจากจิตนาการลามกหรือผิดแปลกอย่างที่ผู้เห็นส่วนใหญ่นั้นคิด เพราะส่วนใหญ่นั้นผู้คนที่คิดว่าผลงานต่างๆนั้นมีความลากมก นั่นก็เกิดจากใจของเราที่คิดว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นเป็นสิ่งลามกหรือจะพูดได้ว่าใจเรานั้นมีความลามกไปเองเป็นต้น

ดังนั้นเราจึงเห็นว่าสิ่งเรานั้นเป็นเรื่องที่มีความลากมกหรือผิดแปลกไปนั่นเอง ซึ่งความจริงแล้วนั้นศิลปินส่วนใหญ่มักบอกว่าสิ่งเหล่านี้นั้นเป็นแค่เพียงความงามของสรีระร่างกายเท่านั้น ทุกคนล้วนต้องพบเจอสิ่งเหล่านี้เหมือนกันทั้งนั้น สิ่งที่ทำให้เราคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป้นเรื่องลามากหรือผิดแปลกนั้น เกิดจากสิ่งที่เรานั้นรู้สึกเขินอายหรือการที่เรานั้นถูกสังคมส่วนใหญ่สั่งสอนมาว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องน่าอาย เราจึงยึดติดว่าศิลปะเช่นนี้นั้นเป็นสิ่งที่น่าอายนั่นเอง

ถ้าหากเรานั้นลองมองใหม่หรือลองมอง คิดอีกมุมหนึ่ง ศอลปะเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย เป็นเรื่องที่สามารถเปิดเผยได้และเป็นเรื่องที่สามารถยอมรับกันได้

ถ้าหากพูดถึงศิลปะประติมากรรมร่สมสมัยนั้น ในยุโรปโดยส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นประติมากรรมเดวิดที่มีการเปลื่อยร่างกายอยู่ ซึ่งผลงานนี้นั้นเป็นการสร้างสรรค์ของนักประติมากรรมในยุคสมัยก่อนที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และประติมากรรมเดวิดนั้นถือว่าเป็นประติมากรรมที่ได้รับการยกย่องในวงการศิลปะโลกอย่างมาก โดยงานประติมากรรมเดวิดนั้นที่มีการตั้งในสถานที่ต่างๆล้วนก็เป็นงานประติมากรรมที่เปลื่อยร่างกายทั้งสิ้น ซึ่งคนยุโรปนั้นก้ไม่ได้มีการมองวางงานประติมากรรมเห่านี้เป็นผลงานที่สร้างความลามกหรือความอุจาดตาแต่อย่างใด

ถ้าหากมองแล้วนั้นในเรื่องของการสร้างสรรค์ในเรื่องสุนทรยภาพในการสร้างสรรค์แบบยุโรปนั้น ในฝั่งเอเชียของเรานั้นไม่ค่อยจะมีการเปิดรับหรือการสร้างสรรค์ในบักษณะนั้นสักเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่คนไทยและคนฝั่งเอเชียมักจะนิยมนับถือในสิ่งที่ไม่ค่อยจะเป็นจริงสักเท่าไหร่ แต่ประติมากรรมโดยส่วนใหญาของทางยุโรปนั้นมักจะเป็นงานที่มีสุนทรียภาพเพราะเป็นงานที่เป็นความจริงและมักเป็นงานที่สามารถจับต้องได้

คำว่า KAMA หรือ กามนั้นเป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่มีการนำหลักธรรมพูดถึงกามมาใช้ในการทำงานและการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวัตถุงกรรม หู ตา  จมูก ปาก ลิ้น รวมถึวกิเลสกามต่างๆ ก็มีการเลือกในเรื่องของจิตใจของเรานั้นเช่นการไปติดในรสสัมผัสเหล่านั้นและทำให้ตั้งเป็นข้อที่เกิดขึ้นในจิตว่าจะต้องเกิดเป็นเช่นนั้นหรือเช่นนี้

หรือความลุ่มหลงในจิตของเราที่เรานั้นไปสัมผัสมานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็รเรื่องเพศ การสืบพันธ์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในการดำรงชีวิตขิงมนุษย์ ซึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งนี้นั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ยอมรับอย่างมากในช่วงมแรก เพราะคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่สมครและเป็นเรื่องที่ลามก แต่ซึ่งความเป็นจริงแล้วนั้น สิ่งเหล่านี้คือศิลปะงานประติมากรรมร่วมสมัยที่เกิดจากความสร้างสรรค์ภายใต้ความเป็นจริงและเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้

 

ขอขอบคุณ  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100  ที่ให้การสนับสนุน

สะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นทางรถไฟสายมรณะ ได้ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และได้เกณฑ์เชลยศึกมาทำการก่อสร้างมากมายหลายชนชาติ และมีการล้มตายไปเป็นจำนวนมากเช่นกันเพราะว่าการขาดแคลนอาหาร และโรคภัยต่างๆ และการสร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำแควสายนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก

และใช้เวลาในการก่อสร้างเพียงหนึ่งปีก็เสร็จ  และได้ถูกระเบิดทิ้งลงกลางสะพานทำให้สะพานตรงกลางได้พังลง เมื่อสงครามโลกได้จบลงทางรับบาลไทยได้ขอซื้อสะพานนี้คืนจากกองทัพอังกฤษด้วยเงิน50ล้านบาท และได้ทำการซ่อมแซมได้เปลี่ยนจากไม้มาเป็นเหล็กที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน และยังได้ถูกยกย่องให้เป็นสะพานแห่งสันติภาพ ทางจังหวัดกาญจนบุรีจึงให้จัดมีงานประจำปีขึ้นที่สะพานแห่งนี้และได้มีการแสดง แสง สี เสียง และการย้อนเรื่องราวรำลึกถึงสงครามโลกครั้งที่2

ทางรถไฟสายมรณะ

ทางรถไฟนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อที่จะข้ามไปประเทศพม่า ได้เริ่มต้นทางจากประเทศไทยที่จังหวัดราชบุรี แล่นผ่านเจดีย์สามองค์ไปสิ้นสุดที่ประเทศพม่ามีระยะทางทั้งหมด 415 กิโลเมตร และ37สถานี และสะพานนี้ยังมีจุดหน้าสนใจอยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีไปยังสถานีน้ำตกประมาณ77กิโลเมตร

และในปัจจุบันการรถไฟได้มีการบริการนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขบวนรถไฟจากกรุงเทพไปยังน้ำตกทุกเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ และมีจุดที่นักท่องเที่ยวชอบมากคือช่วงสะพานข้ามแม่น้ำแควและทางโค้งมรณะ ซึ่งจะเป็นสะพานเรียบแม่น้ำไป 400เมตร

สะพานข้าแม่น้ำแควได้เป็นที่รู้จัก

สะพานแม่น้ำแควได้ถูกสร้างนำไปทำภาพยนตร์ และได้เป็นที่รู้จักของคนมากขึ้นจึงอยากมาดูประวัติศาสตร์และย้อนเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวอีกที่หนึ่ง ที่เมื่อทุกคนได้มาถึงจังหวัดกาญจนบุรีแล้วเป็นต้องมาที่บริเวณสะพานแห่งนี้ และยังมีสถานที่อีกที่ จะเรียกกันว่าสุสานจะมีการฝังศพของทหารที่มาเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งนั้นด้วย

การที่เราได้รู้ที่มาของสะพานข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้แล้วเหมือนเป็นการสร้างสะพานที่แสนโหดร้าย ที่ต้องมีผู้คนเอาชีวิตมาทิ้งตรงบริเวณนี้มากมายเป็นหมื่นๆชีวิตเลยทีเดียว และการสร้างกว่าจะเสร็จลงได้ต้องผ่านกับเรื่องร้ายๆ

และยังจะโรคภัยที่มี หรือแม้แต่สงครามที่กำลังทำ และยังจะขาดแคลนอาหารอีก พวกเราคนยุคสมัยนี้ถือว่าโชคดีที่เกิดมาก็มาเจอกับสิ่งอำนวยความสะดวกเลย ถ้าไม่ได้อ่านประวัติก็จะไม่รู้เลยว่าการสร้างสะพานแห่งนี้ต้องแลกมากับชีวิตนับหมื่นคน

 

อย่าพึ่งชนแก้ว ถ้าคุณไม่รู้จักความหมายของมัน

อย่าพึ่งชนแก้ว ถ้าคุณไม่รู้จักความหมายของมัน

อย่าพึ่งชนแก้ว ถ้าคุณไม่รู้จักความหมายของมัน พอเข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองแน่นอนว่า การนั่งล้อมวงพูดคุยและสังสรรค์กับญาติรวมไปถึงเหล่าเพื่อนๆก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ จิบเบียร์เล็กน้อยพร้อมอาหารอันโอชะ หมูกระทะบ้าง กับแกล้มบ้างก็อร่อยไปอีกแบบ …“ชนแก้ว” จึงเป็นคำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยในวงอาหารที่เมื่อไหร่มีการรวมกลุ่มรวมแก๊งกันจะมีเสียงแห่งความสุขนี้ปล่อยออกมาเสมอ แต่ทำไมเราถึงได้มีวัฒนธรรมในการชนแก้วทุกครั้งเมื่อถึงคราวแห่งการเฉลิมฉลอง

วัฒนธรรมการชนแก้วเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยยุโรปโบราณ ในช่วงนั้นยังคงมีการทำสงครามกันอยู่ เมื่อถึงคราวที่คู่ต่อสู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกันจะต้องมานั่งปะทะกันต่อหน้าเพื่อรับประทานอาหาร ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเชื่อใจฝ่ายตรงข้ามได้ถึงขนาดกินอาหารของอีกฝ่ายได้อย่างสนิทใจ แต่ด้วยความต้องการผูกมิตรและดูเชิงซึ่งกันและกัน ใจนึงก็อยากใจนึงก็ระแวง

จึงได้เกิดวัฒนธรรมการชนแก้วขึ้น ในสมัยก่อนเมื่อมีการชนแก้ว น้ำที่อยู่ในแก้วของแต่ละฝ่ายจะกระเด็นเข้ามาในแก้วของฝ่ายตรงข้าม ถ้าอีกฝ่ายแอบใส่ยาพิษเอาไว้ คนใส่เองก็จะโดนพิษนั้นไปด้วยซึ่งกุศโลบายนี้เองเป็นการวัดใจฝ่ายตรงข้ามว่าจะซื่อสัตย์ขนาดไหน ถ้าคิดไม่ซื่อก็ตายคู่กันไปเลย ในบางตำราก็จะบอกว่า การชนแก้วในสมัยก่อนจะมีการรินน้ำในแก้วของฝ่ายตรงข้ามให้กับอีกฝ่ายด้วยแล้วค่อยชนแก้วพร้อมเปร่งเสียงที่แสดงถึงความเป็นมิตรแก่กัน 

พอมาถึงในปัจจุบันวัฒนธรรมการชนแก้วนี้ก็ยังคงหลงเหลืออยู่และแผ่กระจายเข้ามาในหลายๆประเทศรวมถึงประเทศไทยที่มีการนำวัฒนธรรมนี้มาใช้ด้วย การชนแก้วถือเป็นการสร้างมิตร กระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยความระแวงต่างๆนั่นไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในความหมายของการชนแก้วอีกแล้ว แม้ว่าคนที่เราไม่รู้จักกันมาก่อนเพียงเราถือแก้วไวน์เดินไปหาแล้วชนแก้วก็สามารถสร้างความรู้จักกันได้อย่างง่ายดายหรืออาจไปต่อกันที่ห้องเลยก็ไม่ใช่เรื่องยาก 

จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมการชนแก้วมีประวัติศาสตร์และความหมายที่ลึกซึ้ง แม้ระยะเวลาจะผ่านไปนานแต่ยังคงเหลืออยู่ซึ่งความหมายที่ดีๆซึ่งเป็นประเพณีที่มีอยู่ในทุกการเฉลิมฉลองไม่ว่าจะเป็นวงเหล้าหรือหรูหราถึงขั้นร้านอาหารเหลาแถวเยาวราชก็ชนแก้วกันได้

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ

ขูลู นางอั้ว

ขูลู นางอั้ว

ขูลู นางอั้ว

ขูลู นางอั้ว เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านของภาคอีสาน แต่เรื่องเล่าก็จะแตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน และเชื่อกันว่าในความรักที่แสนรันทดนั้นได้กลายมาเป็นชื่อของดอกกล้วยไม้หายากนั่นเอง

ประวัติขูลู นางอั้ว

เรื่องเล่าอยู่ว่าท้าวขูลู เป็นบุตรชายของเมืองนครกาสี และนางอั้ว เป็นบุตรตรีของเมืองกายนคร และกษัตริย์ของสองเมืองนี้เป็นเพื่อนรักกันมาก และได้ตกลงกันว่าเมื่อมีบุตรชายเหมือนกันก็จะให้เป็นเพื่อนรักกัน และถ้าฝ่ายใดมีบุตรเป็นชาย อีกฝั่งมีบุตรเป็นหญิงก็จะให้แต่งงานกัน และได้เกิดการตั้งครรภ์พร้อมกันขึ้นมาอีกด้วย ระหว่างที่ท้องอ่อนๆอยู่นั้นพระมารดาของนางอั้วก็ได้มาเยี่ยม พระมารดาของขูลู และเด็จไปยังสวนส้มโอด้วยกัน ทาวฝ่ายพระมารดาของนางอั้วเห็นส้มโอเข้าจึงเกดอยากจะกินมาก และได้ขอส้มโอจากพระมารดาของขูลู แต่นางไม่ให้เพราะส้มโอนั้นยังไม่สุก และสร้างความเจ็บใจ

และผูกใจเจ็บตั้งแต่นั้นเป็นต้นมและทั้งสองก็คลอดลูกออกมาในปีเดียวกัน และเมื่อท้าวขูลูมีอายุได้ 15 ปี ก็ได้มาเยี่ยมพระบิดาของนางอั้ว ทั้งสองได้เจอกันครั้งแรกก็เกิดความรัก ชอบพอกัน และเมื่อท้าวขูลูได้กลับไปยังบ้านเมืองของตนแล้วก็อดทนต่อความคิดถึงนางอั้วไม่ไหว จึงได้ให้พระบิดา และพระมารดาไปขอนางอั้วให้ตน

และเมื่อทางท้าวขูลู ได้ส่งแม่สื่อไปสู้ขอนั้นกับได้รับการปฎิเสธกลับมา สร้างความเสียใจให้กลับท้าวขูลูมาก ขุนลาง เป็นกษัตริย์แห่งเมืองขอมภูเขาก่ำ เป็นชนเผ่าที่ยังไม่เจริญนัก และได้ยินกิติศัพท์ความงามของนางอั้วว่างดงามยิ่งนักจึงอยากได้ไปเป็นมเหสีเช่นกัน และขุนลางนี้ได้มีมนต์สะกด และได้ส่งของกำนัลมาให้ทางฝ่ายพระมารดาของนางอั้ว และได้ใช้มนต์สะกดใส่มาในของกำนัลนั้นมาด้วย ทำให้พระมารดาของนางอั้วรักใคร่ในตัวของขุนลางเป็นอย่างมากและอยากได้เป็นลูกเขย

แต่นางอั้วไม่ยอมรับในตัวขุนลางแต่ทางพระมารดาตกปากรับคำขุนลางไปแล้ว เมื่อเรื่องรู้ไปถึงท้าวขูลู ก็ได้ให้พระบิดาทวงสัญญาที่ได้ให้ไว้เกิดขึ้นแต่ก็ถูกปฎิเสธมาเช่นเดิมและ บอกว่าการเลิกสัญญายกเลิกไปตั้งแต่นางขอผลส้มโอแล้วไม่ได้ตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว และพระมารดาก็ได้ให้มีการจัดงานอภิเษกขึ้นอย่างรวดเณ้ว ได้สร้างความเสียใจให้แก่นางอั้ว และได้ให้คนไปบอกท้าวขูลู ให้มาพบตนที่อุทยานที่เคยเจอกัน และทั้งสองก็ได้เสียกันก่อนวันงานอภิเษกเพียงหนึ่งวัน

พระมารดาทราบข่าวว่าทั้งสองแอบพบกันจึงมาพาตัวนางอั้วกลับ และนางอั้วได้ตัดสินใจผูกคดตายในวันรุ่งขึ้น และเรื่องนี้รู้ไปถึงขูลูได้เกิดความเสียใจอย่างมากและได้ใช้พระขรรค์แทงคอตัวเองตายตามกัน ฝ่ายทางขุนลางเมื่อทราบข่าวว่านางอั้วตายแล้วจึงโดดลงจากหลังช้างที่นั่งมาทำพิธีแต่งงาน เมื่อเท้าเหยียบลงพื้นก็ถูกธรณีสูบร่างของขุนลางลงนรกไปทันที 

 

ประวัติความเป็นมารองเท้าNew Balance

ประวัติความเป็นมารองเท้าNew Balance

ประวัติความเป็นมารองเท้าNew Balance มั่นใจว่าคนไม่ใช่น้อยคงจะรู้จักรองเท้าผ้าใบยี่ห้อ New Balance 

เนื่องจากยี่ห้อนี้โด่งดังมีชื่องเสียงมาช้านานมากว่า 110ปีแล้วโดยการจัดตั้งยี่ห้อนี้ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1906 ซึ่งถ้าเกิดเทียบเคียงยี่ห้อ New Balance กับรองเท้ายี่ห้ออื่นแล้วยีห้อNew Balance นับว่าแก่โบราณรวมทั้งเป็นเวลานานมากที่สุด โดยผู้จัดตั้งแบรนด์ New Balance นั้นเป็นนาย วิลเลียม เจ ไรลีย์ ซึ่งบริษัทของเขาเปิดตัวครั้งแรกที่เมืองบอสตัน อเมริกา

 โดยที่ในความเป็นจริงแล้วเขาเป็นคนประเทศอังกฤษเพียงแต่เขาย้ายมาอยู่ที่อเมริกา ทำให้บริษัทของเขาจึงมาทำการตั้งอยู่ที่อเมริกา ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยคงจะยังไม่ทราบว่าอันที่จริงแล้วนายวิลเลียม เจ ไรลีย์ ตั้งแบรนด์ New Balance มายังไม่ได้สร้างรองเท้าผ้าใบขายในทันทีทันใด 

แต่ก่อนที่เปิดบริษัทเขาทำแผ่นรองเท้าที่อยู่ข้างในของรองเท้าเท้าแค่นั้น แต่ว่าต่อจากนั้นเขาก็มีการปรับปรุงจาการทำเพียงแต่แผ่นรองเท้ามาเป็นการทำรองเท้าแทน ด้วยเขาปรารถนาให้ผู้ที่สวมรองเท้าของเขารู้สึกเวลาสวมรองเท้าแล้วรู้สึกสบายเท้า ซึ่งเขาเอาต้นแบบมาจากเท้าสัตว์นั่นก็คือเท้าของไก่เวลาเดินมาปรับปรุงเป็นรองเท้าผ้าใบในยี่ห้อ New Balance จนกระทั่งตอนนี้ 

ซึ่งแบรนด์New Balance จะมีเครื่องหมายเป็นรูปตัว N รวมทั้งปัจจุบันนี้เครื่องหมายนี้ก็แก่มากยิ่งกว่า 40 ปีมาแล้ว ซึ่งรองเท้าของยี่ห้อ New Balance จะมีการออกขายออกมาแล้วหลายรุ่นแต่ว่ามีการระบุรุ่นของรองเท้าจะเป็นตัวเลข ไม่เป็นชื่อเช่นเดียวกับรองเท้ายี่ห้ออื่นๆซึ่งเป็นยี่ห้อเดียวในโลกเท้านั้นที่มีการเจาะจงรุ่นรองเท้าเป็นตัวเลข ซึ่งรองเท้าของยี่ห้อ New Balance มีการสร้างแล้วก็มีการใช้เครื่องหมายตัว N คราวแรกเมื่อปี ค.ศ.1976

 โดยมีรองเท้ารุ่นแรกที่สร้างชื่อให้กับยี่ห้อNew Balance เยอะที่สุดเป็น NB320 สำหรับแนวทางทางความนึกคิดที่ว่าเพราะเหตุใด รุ่นของรองเท้าจำต้องจะเป็นตัวเลยนั้น

นายวิลเลียม เจ ไรลีย์ ได้กล่าวเอาไว้ว่า เขาปรารถนาให้ผู้ที่ใส่รองเท้าทราบถูกใจรองเท้าจริงๆไม่ได้ถูกใจด้วยเหตุว่าความหมายของรุ่นรองเท้าที่สวมและก็การที่กำหนดเป็นตัวเลข ผู้ที่ใส่จะได้ทราบเหตุว่าจำนวนที่รันไปรุ่นนั้นต่างก็มีพัฒนาการรวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสำหรับเพื่อการผลิตที่ไม่เหมือนกันออกไป ยิ่งจำนวนสูงเทคโนโลยีที่เอามาสร้างรองเท้าก็ยิ่งนำสมัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรองเท้าย่ี่ห้อ New Balance ได้รับความนิยมกับบุคคลที่มีชื่อมากมายก่ายกอง

เนื่องจากว่าเป็นรองเท้าที่ใส่แล้วสบายเท้า แบบอย่างผู้ที่เป็นที่รู้จักที่สวมรองเท้ายี่ห้อNew Balance นี้เป็นสตีฟ จอบส์ และก็บารัค โอบามา ซึ่งพวกเราชอบมองเห็นสตีฟ จอบส์ใส่แต่ว่ารองเท้าแบรนด์New Balance ทุกคราวนอกเหนือจากนั้นรองเท้ายี่ห้อนี้ยังดังไปทั้งโลกแล้วก็มีคนนำรองเท้า mix and match ให้กับแฟชั่นของตอนนี้ในแต่ละปี รวมทั้งนำมาใส่กับชุดสูทอีกด้วย